Blogs

บริษัทรถยนต์ในญี่ปุ่นร่วมมือสร้างมาตรฐานการชาร์จพลังงานให้รถไฟฟ้าทั่วโลก

ปัญหาใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าแบบชาร์จพลังงานคือยังไม่มีมาตรฐานการชาร์จอย่างเป็นรูปธรรม นับแต่โวลต์ของไฟฟ้าที่จะใช้ชาร์จตัวรถ ไปจนถึงหัวปลั๊กสำหรับจ่ายพลังงาน แต่ความหวังนี้ิอาจจะไม่ไกลเกินไป เมื่อโตโยต้า, นิสสัน, และมิตซูบิชิร่วมมือกันสร้างมาตรฐานกลางและหวังจะผลักดันไปทั่วโลก

กลุ่มมาตรฐานนี้มีชื่อว่า "CHAdeMO" มีที่มาจากคำว่า Charge และ Move โดยดัดเสียงให้เป็นคำญี่ปุ่น (แปลว่าอะไร?) โดยมีสมาชิกเป็นบริษัทรถยนต์, บริษัทพลังงาน, บริษัทด้านอุปกรณ์ไฟฟ้า และหน่วยงานของรัฐเข้าร่วมอยู่ 158 บริษัท เป็นบริษัทนอกญี่ปุ่น 20 บริษัท

ค่อนข้างแน่ชัดกระบวนการหามาตรฐานนี้จะเป็นกระบวนการระยะยาว เนืื่องจากเทคโนโลยีที่ยังไม่หยุดนิ่ง เช่นมีการเสนอให้บริการชาร์จเปลี่ยนเป็นบริการเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งลูก เพื่อความเร็วในการให้บริการ

ไปมาๆ อาจจะเหมือนโน้ตบุ๊ก "รถคันนี้รับไฟฟ้า 110-5000 โวลต์"

ที่มา - PhysOrg

องค์การอาหารและยาเตือน การรับประทานยาลดไขมันซิมวาสเตตินในปริมาณสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อผิดปกติ

19 มีนาคม 2553 - องค์การอาหารและยา (FDA) ของประเทศสหรัฐอเมริกา (US) ได้ออกมาเตือนว่าการใช้ยาลดไขมันซิมวาสเตติน (Simvastatin) ในปริมาณสูงที่ 80 มิลลิกรัม เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคกล้ามเนื้อผิดปกติ

จากการศึกษาข้อมูลจากหลายๆแหล่ง และหลายวิธี พบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาลดไขมันซิมวาสเตติน (Simvastatin) 80 มิลลิกรัม เป็นโรคกล้ามเนื้อผิดปกติมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา 20 มิลลิกรัม

เมื่อเดือนที่ผ่านมายาซิมวาสเตติน(Simvastatin) เป็น 1 ใน 27 ตัวยาที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (USA) เฝ้าระวัง

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการเป็นโรคกล้ามเนื้อผิดปกติขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ด้วย

หากอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาซิมวาสเตตินและโรคกล้ามเนื้อผิดปกติสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเวบไซต์องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ค่ะ

ที่มา : Medscape

หญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงของการเป็นโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดหมูเพิ่มขึ้น 13 เท่า

in

11% ของแม่และ 12% ของทารกเสียชีวิตจากการเข้ารับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ด้วยโรคไข้หวัดหมู

โดยรายงานวิจัยฉบับนี้ศึกษาจากหญิงตั้งครรภ์ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ด้วยโรคไข้หวัดหมูในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในช่วงฤดูหนาวปีที่แล้ว(winter of 2009)ได้ข้อสรุปว่าหญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงของการเป็นโรคไข้หวัดหมูเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้งานวิจัยยังแสดงว่าหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ มีความเสี่ยงของการเข้ารับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)เพิ่มมากขึ้นถึง 13 เท่าของหญิงปกติที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดหมูอีกด้วย

จริงๆแล้วมีรายงานวิจัยแบบละเอียดมากในเว็บต้นฉบับนะคะ อันนี้ขอสรุปมาแบบสั้นๆ เพราะมันค่อนข้างเข้าใจยาก ถ้าสนใจติดตามอ่านได้จาก

ที่มา : Medscape

รู้จักกับ 'ต้นไม้ที่อายุยืนที่สุดในโลก'

ต้นไม้ที่อายุยืนมากๆ มีอยู่หลายต้น เว็บไซต์ Wired คัดเลือกมาให้ดูจำนวนหนึ่ง

"Pando" ต้นไม้ที่อายุยืนที่สุด ไม่ใช่ต้นไม้เดี่ยวๆ แต่เป็น "รากไม้" ที่มีต้นไม้หน้าตาเหมือนกันเป็นจำนวนมาก ครอบคลุมเนื้อที่ราว 105 เอเคอร์ในรัฐยูทาห์ เฉพาะรากชุดนี้มีอายุ 80,000 ปี แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนประเมินว่าถ้าคิดรวมพืชในพื้นที่แถบนี้ อาจมีตัวตนต่อเนื่อง (ตายแล้วเกิดใหม่) มานานถึง 1 ล้านปี เก่าแก่กว่าอายุขัยของมนุษยชาติเสียอีก

พบยีนกดความสามารถการสร้างเนื้อเยื่อทดแทนในหนู

นักวิจัยจากสถาบัน Wistar ได้ตีพิมพ์ผลงานที่การวิจัยถึงผลการตัดยีน P21 ออกจากหนูทดลองทำให้หนูมีความสามารถในการสร้างเนื้อเยื่อและอวัยวะที่เสียไป

โดยปรกติแล้วการบาดเจ็บของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะสร้างแผลเป็นเรื่องจากเซลล์ไม่มีความสามารถในการสร้างคืนเนื้อเยื่อและอวัยวะเช่นในสัตว์อื่น แต่เมื่อทดสอบในหนูที่ขาดยีน P21 กลับทำให้เซลล์ที่กำลังซ่อมแซมมีพฤติกรรมคล้ายสเต็มเซลล์ในเอ็มบริโอ

เคยมีบันทึกถึงหนูที่มีความสามารถในการสร้างอวัยวะคืนมาได้ก่อนหน้านี้ในปี 1996 เมื่อการทดลองในห้องวิจัยอาศัยแผลที่หูหนูทดลอง ปรากฏว่าเมื่อการทดลองผ่านไป หนูจำนวนหนึ่งกลับไม่มีแผลใดๆ และการทดลองนั้นถึงกับล้มเหลว

ยีน P21 เป็นยีนที่มีหน้าที่ในการหยุดยั้งการแบ่งตัวเซลล์มากเกินไปจนอาจเกิดความผิดปรกติที่นำไปสู่มะเร็ง แต่ในงานวิจัยนี้ทีมงานพบความผิดปรกติบ่อยขึ้นแต่กลับไม่พบอัตราการเกิดมะเร็งมากขึ้นในหนูที่ขาดยีน P21 แต่อย่างใด

ที่มา - Science Daily

หมดยุคแห่งหลอดไส้: โตชิบาเลิกสายการผลิตอายุ 120 ปี

บริษัท โตชิบาประกาศปิดสายการผลิตหลอดไส้ที่รวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโตชิบา จากบริษัท Hakunetsu-sha ผู้ผลิตหลอดไส้รายแรกของญี่ปุ่น

บริษัท Hakunetsu-sha เปิดสายการผลิตมาตั้งแต่ปี 1890 รวมแล้วตอนนี้สายการผลิตหลอดไส้ของโตชิบามีอายุกว่า 120 ปีไปแล้ว

แนวโน้มการเลิกผลิตหลอดไส้เพื่อการใช้งานทั่วไปกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก จากการประกาศกฏหมายเพื่อลดคาร์บอนและลดการใช้พลังงาน เช่นในสหภาพยุโรปเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากประสิทธิภาพแสงสว่างต่อพลังงานของหลอดไส้นับว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับหลอดตะเกียบและหลอด LED ที่กำลังเข้ามามีบทบาท

ที่มา - Good Gear Guide

ประชาชนในชาติตะวันตกรับผิดชอบต่อการปล่อยคาร์บอนผ่านการนำเข้าสินค้าจำนวนมาก

ตัวเลขหนึ่งที่มักมีการเสนอกันบ่อยๆ เวลาพูดถึงเรื่องโลกร้อนขึ้นมาแต่ละครั้งคือตัวเลขการผลิตคาร์บอนขึ้นสู่อากาศของแต่ละชาติ ซึ่งในปีสองปีมานี้จีนก็แซงหน้าชาติตะวันตกทั้งหมดไปแล้ว แต่งานวิจัยชิ้นล่าสุดก็มีได้เสนอแนวทางในการวัดผลกระทบต่อปริมาณคาร์บอนในอากาศด้วยการวัดจากสินค้าที่ประชาชนในชาตินั้นบริโภคแทนที่จะวัดจากปริมาณคาร์บอนที่ปล่อย

ผลงานวิจัยนี้แสดงผลลัพธ์ที่น่าสนใจ คือคาร์บอนประมาณ 1 ใน 4 ของคาร์บอนที่ปล่อยขึ้นสู่อากาศเป็นผลจากการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกรวม 6,200 เมกกะตันต่อปี เฉพาะจีนประเทศเดียวมีส่วนแบ่งในคาร์บอนเพื่อการส่งออกนี้ถึง 1,400 เมกกะตันต่อปี ทำให้เมื่อวัดปริมาณคาร์บอนจากการบริโภค สหรัฐฯ จะกลับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยปริมาณ 6,500 เมกกะตันส่วนจีนตกไปอยู่อันดับที่สองที่ 4,000 เมกกะตันที่เหลือเป็นญี่ปุ่นและยุโรปตะวันตกอื่นๆ

ที่น่าสนใจคือเมื่อวัดด้วยตัวเลขคาร์บอนที่บริโภคต่อประชากรแล้วประเทศอย่างลักเซมเบิร์ก, สิงคโปร์ ฮ่องกง, ออสเตรเลีย, แคนาดา ก็เข้ามาร่วมอยู่ในรายการสิบอันดับแรกกันด้วย ที่เหลือคือสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตก ส่วนจีนนั้นไม่อยู่ในสิบอันดับแรก และประเทศยากจนเช่นในกลุ่มแอฟริกานั้นก็ยังคงอยู่ท้ายตารางเช่นเดิม

น่าสนตัวเลขเหล่านี้รวมพลังงานที่ใช้ขนส่งไปแล้วรึยัง เพราะน่าจะมีสัดส่วนสูงทีเดียว

ที่มา - ArsTechnica

การตรวจสายตา เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยความจำเสื่อม

24 กุมภาพันธ์ 2553 มีรายงานวิจัยออกมาว่าความผิดปกติทางสายตานั้น พบได้บ่อยในผู้ป่วยความจำเสื่อม (dementia)

ในผลงานวิจัยชิ้นใหม่นี้ นักวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจาก ผู้ป่วยสูงอายุจำนวน 625 คน

ดอกเตอร์โรเจอร์ และเคนเนท แลนก้า (Dr. Rogers and Kenneth Langa)พบว่าประชากรที่มีสายตาดี หรือดีมากอยู่แล้วมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความจำเสื่อมลดลง 63% และน้อยกว่า 10% ของผู้ป่วยความจำเสื่อมมีสายตาดีอยู่ก่อนแล้ว

ผลงานวิจัย พบว่าผู้ที่มีระดับสายตาแย่ที่ไม่ได้มาพบจักษุแพทย์มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 9.5 เท่าของการเป็น โรคอัลไซเมอร์

โรคความจำเสื่อมบางประเภทมีระดับการมองเห็นเสียไป และมักจะมีการอ่านและเขียนแย่ขึ้นกว่าเดิม เป็นการยากที่จะวินิจฉัย เนื่องจากผลการวัดระดับสายตาแบบมาตรฐานอย่างการวัดการมองเห็น, การตรวจสายตาด้วยสลิทแลมป์(slit lamp) และการตรวจจอประสาทตา (fundus examination)มักจะได้ผลเป็นปกติ

ที่มา : Medscape

จะเป็นโสด หรือมีคู่แล้วไม่มีความสุขก็มีโอกาสเส้นเลือดในสมองแตกพอๆ กัน

งานวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอลร่วมกับสถาบันโรคหัวใจ, ปอด และเลือดของสหรัฐฯ ได้แถลงผลวิจัยพบความเกี่ยวเนื่องระหว่างสถานะในชีวิตคู่และอัตราการเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตก จากกลุ่มข้อมูลชายจำนวน 10,059 คนที่เป็นพนักงานของรัฐ

ผลขั้นต้นชี้ให้เห็นว่าเมื่อแยกข้อมูลระหว่างผู้ที่แต่งงานแล้วกับกลุ่มเป็นโสดจะมีโอกาสเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตกร้อยละ 8.4 ขณะที่คนแต่งงานแล้วจะมีโอกาสร้อยละ 7.1 เท่านั้น เมื่อปรับผลตามพฤติกรรมแวดล้อมเช่น ความอ้วน, การสูบบุหรี่ และปัจจัยอื่นๆ พบว่าคนโสดมีความเสี่ยงมากกว่าคนที่แต่งงานถึงร้อยละ 64

ต่อมาที่การทำแบบสำรวจให้ผู้เข้าร่วมประเมินความสำเร็จของชีวิตคู่ตัวเองแล้วแยกกลุ่ม พบว่ากลุ่มที่ไม่พอใจกับชีวิตคู่ของตัวเองก็มีความเสี่ยงในการเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตกมากกว่ากลุ่มที่มีความสุขกับชีวิตคู่ถึงร้อยละ 64 เช่นกัน

เป็นโสดก็เสี่ยง มีคู่ผิดก็เสี่ยง ต่อไปบริษัทหาคู่อาจจะมีคำโฆษณาใหม่... "เพื่อสุขภาพ..."

ที่มา - EurekAlert!

Bloom Energy ความหวังใหม่หรือแค่การโฆษณา

ช่วงนี้เกิดกระแสความหวังใหม่ในการกระจายพลังงานขึ้นมาจากบริษัท Bloom Energy ที่เสนอทางเลือกด้านพลังงานด้วยเซลล์เชื้อเพลิงแบบแข็ง ซึ่งมีข้อดีคือมีขนาดเล็ก (ในที่นี้คือหนัก "ไม่กี่ตัน") ในการผลิตไฟฟ้าขณะที่ประสิทธิภาพยังคงดีเทียบเท่าโรงงานขนาดใหญ่ ความได้เปรียบในเรื่องนี้คือประสิทธิภาพในการขนส่งเชื้อเพลิงนั้นดีกว่าประสิทธิภาพในการส่งไฟฟ้ามาก และหากเราสามารถผลิตพลังงานแบบกระจายได้ เรายังสามารถควบคุมการผลิตได้อย่างละเอียด เช่นอาคารสำนักงานอาจจะเลิกผลิตไฟฟ้าในวันเสาร์-อาทิตย์

การประชาสัมพันธ์เปิดตัวของ Bloom Energy ค่อนข้างได้ผลดีมาก เริ่มมีการพูดถึงในวงกว้างว่าเซลล์เชื้อเพลิงอาจจะเป็นหนทางใหม่ในการผลิตพลังงาน แต่วันนี้ก็เริ่มมีคำถามว่าสุดท้ายแล้ว Bloom Energy ได้เสนออะไรใหม่ให้กับสังคมจริงๆ หรือไม่

เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงนั้นไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ มันเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในยานอวกาศมานานมาก สูตรทางเคมีนั้นมีเรียนอยู่ในวิชาเคมีระดับปีหนึ่งเท่านั้น แต่จุดสำคัญที่สุดของเทคโนโลยีนี้คือราคาที่แพงมาก และจนวันนี้ยังไม่มีแนวโน้มว่ามันจะถูกลงแต่อย่างใด และ Bloom Energy ก็ยังไม่ได้พ้นจากบ่วงนี้ ราคาเครื่องขนาด 100kWh นั้นอยู่ที่ 100,000 ดอลลาร์ ซึ่งแพงเกินไปที่บ้านทั่วไปที่ใช้ไฟฟ้าประมาณ 5kWh จะจ่ายเงินเพิ่มอีกเกือบสองล้านบาทเพื่อติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้า อีกทั้งค่าเชื้อเพลิงที่ต้องจ่ายตลอดเวลาทำงาน ทำให้เกิดคำถามว่า Bloom Energy จะคืนทุนได้ในเวลาเท่าใด (หรือกระทั่งมันคืนทุนจริงหรือไม่)

อีกข้อหนึ่งคือ Bloom Energy นั้นผลิตคาร์บอนเช่นเดียวกับโรงงานไฟฟ้าทั่วไป ข้อดีของมันคือโรงงานไฟฟ้าทุกวันนี้มีประสิทธิภาพประมาณ 26-48 เปอร์เซนต์ และสูญเสียไฟฟ้าระห่วางขนส่ง 7 เปอร์เซนต์ Bloom Energy สามารถทำได้ดีกว่านี้หรือกรณีที่แย่ก็อาจจะทำได้เท่าๆ กัน จุดที่แย่ที่สุดคือโรงงานไฟฟ้าทั่วไปนั้นเราสามารถทำโรงงานไฟฟ้าไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อลดผลกระทบจากคาร์บอนที่เกิดขึ้นได้ แต่ Bloom Energy สนับสนุนให้ผู้ติดตั้งวางเครื่องผลิตไฟฟ้าไว้ในพื้นที่บ้าน ซึ่งคาร์บอนทั้งหมดก็จะเกิดขึ้นในบริเวณบ้านนั่นเอง

ที่มา - Wikipedia

Syndicate content