chobits_nizzy's blog

ผู้ชายก็ท้องได้

91
vote

US Media รายงานว่า ชายชาวอเมริกันนายหนึ่งให้กำเนิดลูกสาว

ชายคนนี้ชื่อ Thomas Beatie อายุ 34 ปี เกิดมาเป็นหญิง แต่ภายหลังได้ทำการผ่าตัดแปลงเพศเป็นผู้ชาย โดยทำการผ่าตัดเต้านมออก แต่ยังเก็บเครื่องในไว้(อันได้แก่ มดลูก และอวัยวะที่อยู่ในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงทั้งมวล)ให้กำเนิดลูกสาวเรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้ นายBeatie และลูกสาวกำลังมีความสุขอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เมือง Bend ใน Oregon

ชายชาวมะกันรายนี้ท้องจากการใช้น้ำอสุจิ จากการบริจาคโดยบุคคลผู้ไม่ประสงค์ออกนาม และให้กำเนิดลูกสาวด้วยการคลอดแบบธรรมชาติ

การมีลูกเป็นความใฝ่ฝันของ Beatie ดังเช่นที่เค้าเคยพูดว่า “ผมเลือกที่จะเก็บอวัยวะสืบพันธุ์ของผมไว้ เพราะผมต้องการมีลูกในสักวันหนึ่ง”

นอกจากนี้ นาย Beatie บอกกับนิตยสาร People ว่า เค้าเริ่มมีชีวิตแบบผู้ชายและ แปลงเพศขณะอายุ 20 ปี อย่างไรก็ตามขณะนี้ Beatie แต่งงานมานาน 5 ปีแล้วและภรรยาของเค้าชื่อ Nancy

ที่มา - BBC Health

ข่าวเกี่ยวกับBeatieก่อนหน้านี้

เพศมีผลกระทบต่อการปลูกถ่ายอวัยวะ

114
vote

นักวิจัยชาวสวิสเซอแลนด์ พบว่าในการผ่าตัดปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ 200,000 ครั้ง โอกาสที่จะล้มเหลวเพิ่มขึ้น 8% เมื่อมีการผ่าตัดเปลี่ยนไตในผู้หญิง โดยไตที่ได้รับบริจาคนั้นมาจากผู้ชาย

นักเขียนในนิตยสารทางการแพทย์ The Lancet กล่าวว่า ในอนาคต การปลูกถ่ายอวัยวะควรทำในคนเพศเดียวกัน

แนวคิดเรื่อง “เพศ” ของผู้บริจาคเนื้อเยื่อ ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของผู้ได้รับบริจาค ไม่ใช่เรื่องใหม่

ในการปลูกถ่าย stem cell ผู้ชายที่ได้รับเซลล์มาจากผู้หญิง ก็จะมีความเสี่ยงในการปฏิเสธเนื้อเยื่อของผู้บริจาค (graft-versus-host disease)

อย่างไรก็ตาม ยังมีการถกเถียงถึงประเด็นเรื่อง เพศ ที่ส่งผลต่อการปลูกถ่ายอวัยวะ นี้อย่างหลากหลาย สามารถติดตามอ่านได้ใน BBC Health

อับดุล

85
vote

เมื่อไม่นานมานี้นะคะทาง HLT Lab ได้ทดลองสร้างระบบบริการภาษาแบบใหม่ผ่านทาง MSNใช้ชื่อว่า “ABDUL”

ทดลองใช้งาน

ง่ายๆ ค่ะเพิ่ม contact ในโปรแกรม MSN (Windows Live Messenger) ตรงช่อง InstantMassaging Address ให้เลือกใส่อีเมล ดังต่อไปนี้

- hlt001@nectec.or.th (เต็มแล้ว)

- hlt002@nectec.or.th (เต็มแล้ว)

- hlt003@nectec.or.th (เต็มแล้ว)

- hlt004@nectec.or.th

- hlt005@nectec.or.th

- พิมพ์ “help” คุยกับเขาครับ แล้วเขาจะบอกท่านถึงวิธีใช้

- พิมพ์ “faq” คุยกับเขา เขาจะบอกท่านถึงคำถามที่ได้รับบ่อยๆ

สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ขออุบไว้ค่ะ ^^

อยากรู้ว่าอับดุลคุยสนุกแค่ไหน ต้องลองนะคะ

ที่มา - NECTEC

พัฒนาการทางสมองช้า ในเด็กสมาธิสั้น

55
vote

ผลการศึกษาของประเทศอังกฤษ กล่าวว่า พัฒนาการทางสมองในเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder ; ADHD) ล่าช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกันผลงานวิจัยนี้ทำในเด็ก 450 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นถึงครึ่งหนี่งเลยทีเดียว และยังพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วพัฒนาการของสมองในส่วนที่เรียกว่า cortex ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมความสนใจ และการวางแผนมีการพัฒนาล่าช้าไปถึง 3 ปีทีเดียว

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

การวิจัยในอนาคตจะเน้นไปที่ สาเหตุของความผิดปกติ และการส่งเสริมพัฒนาการ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในสหราชอาณาจักร (UK) กล่าวเตือนว่า การค้นพบในครั้งนี้ ไม่ใช่เครื่องชี้วัดว่า เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะ “ตามทัน”เด็กปกติ

ดอกเตอร์ David Coghil จาก University of Dundee กล่าวว่า “ในระยะสุดท้ายของการพัฒนาสมองส่วน cortex ที่สมองจะบางลงโดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า pruning ในเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นนั้น สมองจะยังคงโตต่อไป ในขณะที่ในเด็กปกติจะเข้าสู้กระบวนการ pruning”

แปลโดยรวมๆ ทั้งหมด หมายความว่า “วัยรุ่นที่มีภาวะสมาธิสั้นจะมีพัฒนาการทางด้าน ความจำ, การควบคุมตัวเองและการวางแผนช้า”

ที่มา : BBC News

ความอ้วน เป็นอุปสรรคต่อการทำเด็กหลอดแก้ว

58
vote

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำเด็กหลอดแก้วบอกว่า ผู้หญิงอ้วนจะถูกปฏิเสธการรักษาภาวะการมีบุตรยากนะคะ

British Fertility Society บอกว่าการทำเด็กหลอดแก้วในรายที่มีภาวะการมีบุตรยาก จะทำในผู้หญิงที่มีค่า BMI (Body Mass Index) น้อยกว่า 30

ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคอ้วนคนหนึ่งได้ออกมากล่าวว่าคำแนะนำนี้ “ลำเอียง” แต่ British Fertility Society บอกว่าคำแนะนำนี้ตั้งอยู่บนพิ้นฐานความปลอดภัยของทั้งแม่และเด็ก ซึ่งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ในระหว่างการรักษา อาทิเช่น การวางยาสลบอย่างปลอดภัย, แม้กระทั่ง ปัญหาการอัลตราซาวน์เพื่อดูรังไข่

ประเด็นถกเถียงที่เกิดตามมาคือ การลดน้ำหนักอาจจะเพิ่มความสำเร็จในการรักษา แต่เป็นการไม่ถูกต้องที่จะปฏิเสธการให้การรักษาแก่หญิงที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน และที่สำคัญคือ 25% ของผู้หญิงในสหราชอาณาจักร (UK) ก็ถือว่าอ้วน หรือมี BMI มากกว่า 30 กันทั้งนั้น

ที่มา : BBC News

หัวหอม ?ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ? ได้ นะเนี่ย

75
vote

ล่าสุดได้มีผลงานวิจัยบอกว่า การรับประทานอาหารซึ่งอุดมไปด้วยสาร flavonoids จะช่วยลดอาการแสดงเบื้องต้น (early signs) ของโรคหัวใจ (heart disease)ทีมนักวิจัยของสถาบันวิจัยอาหาร (Institute of Food Research) ได้เจาะวิจัยสารตัวหนึ่งชื่อ “quercetin” ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของสาร flavonoids ที่พบมากใน ชา,? หัวหอม, แอปเปิล และไวน์แดง

หัวหอม - แหล่ง quercetin

จากการศึกษาเกี่ยวกับภาวะหลอดเลือดแดงตีบแคบ (atherosclerosis) ซึ่งเป็นปัจจัยชักนำอย่างดีของโรคหัวใจ ได้อธิบายถึงผลของสารตัวนี้ว่า ช่วยป้องกันการเกิดการอักเสบเรื้อรัง อันจะทำให้เกิดการหนาตัวของผนังหลอดเลือดแดง แล้วส่งผลให้หลอดเลือดแดงตีบแคบ

เคยมีผลงานวิจัยชิ้นก่อนหน้านี้ บอกว่าสาร quercetin ถูกย่อย (metabolise) ได้อย่างรวดเร็วในลำไส้ และตับ ทั้งยังไม่สามารถพบสารนี้ได้ในกระแสเลือด ดังนั้นทีมนักวิจัยจึงพุ่งความสนใจไปที่สารตัวที่จะเข้าไปในกระแสเลือดหลังจากที่เจ้า quercetin นี้โดนย่อยไปแล้ว

พวกเขาพบว่า หลังจากได้มีการทดลองให้ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่มีการอักเสบของหลอดเลือดรับสารตัวนี้ โดยการรับประทานหัวหอมเพียง 100-200 กรัม ก็ยังเห็นผลของสารตัวนี้ต่อหลอดเลือด ถึงแม้จะมีเพียงเล็กน้อยกว่าการทดลองด้วยสารจากห้องปฏิบัติการก็ตาม

จาก BBC News

Syndicate content