Astronomy

นักดาราศาสตร์ค้นพบ กาแล็กซีที่เต็มไปด้วยสสารมืด

46
vote

นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) ได้ค้นพบกาแล็กซีที่เต็มไปด้วยสสารมืด ซึ่งสว่างน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบกันมา

กาแล็กซีดังกล่าว มีชื่อว่า Segue 1 ซึ่งเป็นหนึ่งในกาแล็กซีที่เป็นบริวารของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งมันมีความสว่างน้อยกว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกนับพันล้านเท่า การค้นพบครั้งนี้ ได้รับการตีพิมพ์ในวาสาร The Astrophysical Journal

ถึงแม้ Segue 1 จะมีดาวที่มองเห็นได้เป็นจำนวนน้อย แต่มันกลับมีมวลมากกว่าที่เห็นถึงพันเท่า ซึ่งนักดาราศาสตร์ให้ความเห็นว่า มวลที่เพิ่มขึ้นมา จะต้องเป็นมวลของสสารมืดอย่างแน่นอน

เมื่อมองเฉพาะแสงที่เปล่งออกมาจากกาแล็กซี นักวิจัยคาดการณ์ว่ามันน่าจะมีมวลน้อย แต่กลับพบว่ามันมีมวลตั้งแต่ 100 ถึง 1000 เท่า ของมวลที่ปรากฏ

เนื่องจากสสารมืดไม่ดูดกลืนแสงหรือเปล่งแสงออกมา นักวิทยาศาสตร์จะทำการวัดผลกระทบต่อแรงโน้มถ่วงของมัน และเชื่อว่า 85% ของมวลทั้งหมดในจักรวาลคือสสารมืด

ที่มา - EureakAlert

โบโลมิเตอร์ระดับนาโน ช่วยนักดาราศาสตร์ไขปัญหาจักรวาล

68
vote

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นเล็กๆ ในระดับนาโน อาจช่วยให้นักดาราศาสตร์ไขปัญหาใหญ่ในระดับเอกภพ เมื่อมีส่วนช่วยให้นักดาราศาสตร์ สามารถรับรู้แสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งยังคงหลงเหลือจากการกำเนิดเอกภพ แสงที่มองไม่เห็นนนี้เป็นแสงส่วนใหญ่กว่า 98% ที่ถูกปล่อยออกมาจากบิ๊กแบง ความเข้าใจอันนี้นำเราไปสู่การไขข้อสงสัย ในการเกิดของดวงดาวและแกแล็กซี่เมื่อ 14,000 ล้านปีที่แล้ว

อุปกรณ์ชิ้นนี้มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ 100 เท่า มีความไวในการติดตามแสงในช่วงคลื่น far-infrared (เป็นคลื่นอินฟราเรดที่มีมีความยาวคลื่นมากที่สุด) ซึ่งอยู่เหนือการมองเห็นของมนุษย์

เนื่องจากบรรยากาศของโลกสามารถดูดซับคลื่นแสงในช่วงอินฟราเรดไกล (far-infrared) ได้ดีมาก ทำให้กล้องโทรทรรศน์วิทยุไม่สามารถตรวจพบแสงที่ถูกปล่อยออกมาจางๆ จากดวงดาวเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์จึงเสนอให้มีการสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นใหม่ เพื่อที่จะเก็บข้อมูลของแสงเหล่านี้ และเพื่อให้กล้องโทรทรรศน์อวกาศทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับจะต้องมีความไวในการตรวจับ ดีกว่าที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ตัวตรวจจับคลื่นในระดับอินฟราเรดและระดับเล็กกว่ามิลลิเมตร รู้จักกันในชื่อโบโลมิเตอร์ (Bolometers) สามารถวัดความร้อนที่เกิดจากการดูดซับโฟตอน ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีของโบโลมิเตอร์กำลังถึงขีดจำกัดของมันแล้ว

นักวิจัยได้เรียกอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ว่า “hot-electron nanobolometer” ซึ่งมีความไวมากกว่าเทคโนโลยีแบบเดิมกว่า 100 เท่า โดยผลิตมาจากโลหะไทเทเนียม (Titanium) และ นิโอเบียม (Niobium) มีความยาวเพียง 500 นาโนเมตรและกว้างเพียง 100 นาโนเมตร โดยใช้กระบวนการผลิตฟีล์มบางและกระบวนการพิมพ์นาโน (Nanolithography) อุปกรณ์ดังกล่าสามารถทำงานได้ที่อุณภูมิ -459 องศาฟาเรนไฮท์ (ประมาณ -272 องศาเซลเซียส) หรือเพียง 1 องศา เหนืออุณหภูมิ 0 องศาสัมบูรณ์

เมื่อโฟตอนมากระทบตัวตรวจจับ จะทำให้อิเล็กตอนในไทเทเนียมร้อนขึ้น แล้วจะมีการถ่ายเทความร้อนไปสู่สภาพแวดล้อม โดยการใช้นิโอเบียมเป็นตัวนำ ซึ่งวิธีการดังกล่าว ทำให้สามารถตรวจจับได้ แม้กระทั่งมีเพียงโฟตอนเพียงตัวเดียวจากรังสีอินฟราเรดไกลมากระทบ

เนื่องจากอุปกรณ์ชิ้นนี้ยังเป็นเพียงต้นแบบ นักวิจัยคาดว่าจะใช้เป็นประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เมื่อกล้องโทรทรรรศน์อวกาศที่ใช้สำรวจย่านคลื่นอินฟราเรดเสร็จในอีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า

ที่มา - Physorg

นักดาราศาสตร์ช่วยไขประวัติศาสตร์ของมหากาพย์โอดิสซีย์

59
vote

เหตุการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง ที่ปรากฏอยู่ในมหากพย์ชื่อดังของกรีก โอดิสซีย์ ช่วยใหันักดาราศาสตร์ในปัจจุบัน สามารถระบุถึงช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ ในการล่มสลายของกรุงทอย รายงานในเอกสารรวมเล่มของ National Academy of Sciences

นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมกรีก ได้ถกเถียงกันมาเป็นเวลานานนับศตวรรษ ถึงเหตุการณ์สุริยุปราคาที่เกิดขึ้นในในโอดิสซีย์ ว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์อื่นๆ มาอ้างอิงยืนยันได้

แต่จากการศึกษาของนักดาราศาสตร์สองคน Marcelo Magnasco จากมหาวิทยาลัย Rockefeller และ Constantino Baikouzis จาก Observatorio Astronomico อาร์เจนตินา ได้อาศัยเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ 4 เหตุการณ์ ที่ถูกมองข้ามในมหากาพย์เรื่องนี้ ซึ่งสามารถทำให้ความขัดแย้งเรื่องเวลาหมดสิ้นไป

หลังจากที่โอดิซุสเสร็จสิ้นสงครามจากเมืองทรอย และพยายามไปฆ่ากลุ่มคนพาล ซึ่งพยายามฟ้องร้องขอแต่งงานกับพีเนโลป ภรรยาของเขา ในระหว่างการกลับบ้านก็ได้เกิดเหตุการณ์ดต่างๆ คือ

  • จันทร์เต็มดวงก่อนวันที่โอดิซุสเดินทางกลับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการเกิดสุริยุปราคา
  • 6 วันก่อนการสังหารหมู่ ดาวศุกร์ส่องสว่างและอยู่สูงจากขอบฟ้า
  • 29 วันหลังจากนั้น กลุ่มดาวลูกไก่และกลุ่มดาววัวสามารถมองเห็นได้ในช่วงดวงอาทิตย์ตก
  • สุดท้าย 33 วันหลังจากการสังหารหมู่ ดาวพุธอยู่สูงจากขอบฟ้าและอยูทางทิศตะวันตกเมื่อสุดวงโคจร

เหตุการณ์ทั้งสี่เหตุการณ์ ไม่สามารถเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันได้ นักดาราศาสตร์เลยมองไปในช่วงเวลา 100 ปี ของการเสื่อมสลายของเมืองทรอย เพื่อหาลำดับเหตุการณ์ที่ตรงตามหากาพย์ ซึ่งมีเพียงวันเดียวเท่านั้นที่ตรงกับข้อมูลที่มีอยู่ นั่นคือวันที่ 16 เมษายน 1178 ปีก่อนคริศต์ศักราช

วันเวลาดดังกล่าว ช่วยให้นักประวัติศาสตร์สามารถระบุช่วงเวลา การล่มสลายของเมืองทรอย ซึ่งทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในมหากาพย์ทั้งสองอย่าง โอดีสซีย์ และ อีเลียด สามารถระบุช่วงเวลาที่ถูกต้องได้

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยทั้งสองได้ย้ำเตือนว่า ความน่าเชื่อถือมาจากเนื้อเรื่องในมหากาพย์เอง และข้อสรุปที่ได้ก็ค่อนข้างจะเป็นสมมุติฐานค่อนข้างมาก

เนื่องจากผมไม่เคยอ่านทั้ง โอดีสซีย์ และ อีเลียด ถ้าหากมีข้อผิดพลาดเรื่องไหน ก็ขออภัยด้วยครับ

ที่มา - Physorg

สารตั้งต้นของสิ่งมีชีวิตอาจมาจากอวกาศ

105
vote

นักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันเป็นครั้งแรก ว่าสารพันธุกรรมตั้งต้นของสิ่งมีชีวิต ซึ่งพบอยู่ในชิ้นส่วนของอุกาบาต มาจากนอกโลก การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าโมเลกุลของดีเอ็นเอและอาเอ็นเอ เริ่มต้นมาจากดาวดวงอื่น การค้นพบครั้งนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Earth and Planetary Science Letters

นักวิจัยทั้งจากยุโรปและสหรัฐ ต่างมีหลักฐานในการสนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้ โดยเฉพาะโมเลกุลของ ยูเรซิล (Uracil) และแซนทิน (Xanthine) ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นโมเลกุลตั้งต้น ในการสร้างดีเอ็นเอและอาเอ็นเอ หรือที่รู้จักกันในชื่อ นิวคลีโอเบส (Nucleobases) โดยที่ทั้ืงสองโมเลกุล ถูกค้นพบในขิ้นส่วนของอุกาบาตที่ชื่อ Murchison ซึ่งตกที่ออสเตรเลียเมื่อปี 1969

จากการทดสอบ นักวิทยาศาสตร์พบโมเลกุลของคาร์บอนหนัก ซึ่งจะพบได้เฉพาะในอวกาศเท่านั้น ซึ่งต่างจากบนโลกที่จะมีเพียงคาร์บอนขนาดเบาเท่านั้น

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล (Imperial College) ได้รายงานว่า ยังมีหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถอธิบายการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ในระยะเริ่มต้นได้ โดยในช่วง 3.8 ถึง 4.5 พันล้านปีที่แล้ว เป็นช่วงที่มีอุกาบาตตกลงมาบนโลกมาก ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับสิ่งมีชีวิตเริ่มต้นขึ้นบนโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตในระยะแรก สามารถรับนิวคลีโอเบสจากอุกาบาต มาใช้เป็นรหัสพันธุกรรม และส่งผ่านความสามารถต่างๆ ไปยังรุ่นถัดไปได้

งานวิจัยชิ้นนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ ในการนำไปสู่ความเข้าใจการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิต

ข้อมูลเพิ่มเติม ยูเรซิน, แซนทิน

ที่มา - Physorg

ซูเปอร์โนวาที่อายุน้อยที่สุดในทางช้างเผือก

102
vote

นักดาราฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา สเตท (North Carolina) ได้ค้นพบซูปเปอร์โนวา (Supernova) ที่มีอายุน้อยที่สุดในกาแล็กซีทางช้างเผือก การค้นพบดังกล่าว ช่วเบิกทางให้นักดาราศาสตร์เข้าใจการระเบิดของดวงดาวได้ดียิ่งขึ้น

ดร.สตีเฟน เรย์โนลด์ (Dr.Stephen Reynolds) และลูกทีม ได้ทำการวิเคราะห์ภาพถ่ายของเทหวัตถุ ที่มีชื่อว่า G1.9+0.3 ที่ถูกถ่ายไว้ในปี 2007 โดยดาวเทียมรังสีเอ็กส์จันทรา (Chandra X-Ray Observatory) นำมาเปรียบเทียบกับภาพที่เคยถูกถ่ายไว้ในปี 1985 โดยเครือข่ายกล้องวิทยุขนาดยักษ์ VLA (Very Large Array radio Telescope)

ไม่เพียงภาพถ่ายจากดาวเทียมจันทราเท่านั้น ที่ยืนยันการค้นพบดังกล่าว บรรดานักวิทยาศาสตร์หลายคน ได้พบว่า ซูปเปอร์โนวาดังกล่าว มีขนาดเพิ่มขึ้น 16% ภายในเวลาเพียง 22 ปี ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ ที่ช่วยยืนยันการค้นพบดังกล่าว

บทความดังกล่าว ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal Letters

สำหรับหลายคนที่สงสัยว่าซูปเปอรโนวาคืออะไร ? ซูปเปอร์โนวา คือการระเบิดของดวงดาวที่หมดสิ้นอายุขัย โดยจะเกิดการสว่างวาบขึ้นมาเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะค่อยๆ จางหายไป ในระหว่างการระเบิด ก็จะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างมหาศาล นอกจากพลังงานที่ปลดปล่อยออกมา ดวงดาวที่ระเบิด ยังมีการปลดปล่อยมวลสารของดาวดังกล่าวออกมาอีกด้วย ซึ่งหลังจากการระเบิด ก็จะกลายเป็นแหล่งให้กำเนิดดวงดาวดวงใหม่ต่อไปเป็นวัฏจักร อย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมแบบเต็มๆ อ่านได้ที่ วิกิ

ที่มา - Physorg

Syndicate content