Global Warming

อากาศดีอาจทำให้โลกร้อน

บางทีการรักโลกก็มีความขัดแย้งในตัวมันเอง ความขัดแย้งนี้ชัดเจนขึ้นเมื่อมาถึงประเด็นโลกร้อนและการรักษาอากาศให้เป็นพิษน้อยลง โดยผลการศึกษาของ Eli Kintisch ในวารสาร Climate Dynamics ได้แสดงให้เห็นว่าละอองจากความไม่สมบูรณ์ในการเผาไหม้ ได้ช่วยเราจากภาวะโลกร้อนมาในระดับหนึ่ง แม้จะยังไม่ชัดเจนว่ามากน้อยเพียงใด

งานวิจัยศึกษาความเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิโลกและปริมาณละอองในอากาศที่สูงขึ้นมากในช่วงปี 1940 และกลับมาลดลงในช่วงปี 1980 ในช่วงปี 1940 นั้นอุณภูมิโลกกลับเพิ่มขึ้นช้าลง และเมื่อถึงปี 1980 เมื่อชาติตะวันตกควบคุมการปล่อยละอองซัลเฟตอย่างจริงจัง อุณภูมิก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

แล้วตกลงเราจะเอายังไงดี?

ที่มา - LA Times

ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นแก้ปัญหาชายแดนอินเดีย-บังคลาเทศ

ภาวะโลกร้อนอาจจะสร้างปัญหามากมาย แต่ล่าสุดปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของพรมแดนระหว่างอินเดียและบังคลาเทศก็หายไปอีกเปราะ เมื่อเกาะ South Talpatti ที่อยู่ใกล้ๆ เส้นพรมแดนในทะเลของทั้งสองประเทศ และเป็นประเด็นยืดเยื้อได้จมน้ำไปอย่างถาวรแล้ว

บังคลาเทศเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องกังวลกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ มากที่สุดประเทศหนึ่งของโลกเนื่องจากระดับพื้นดินที่ต่ำ แต่ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นด้วยความเร่ง ทำให้คาดว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นอีก 1 เมตรในปี 2050 กระทบต่อที่อยู่อาศัยของคนจำนวน 20 ล้านคน

เมืองไทยนี่ถ้าทำทะเลสูงขึ้นอีกเมตรก็กรุงเทพก็ไม่น่ารอดเหมือนกัน?

ที่มา - Google News (AP)

ประชาชนในชาติตะวันตกรับผิดชอบต่อการปล่อยคาร์บอนผ่านการนำเข้าสินค้าจำนวนมาก

ตัวเลขหนึ่งที่มักมีการเสนอกันบ่อยๆ เวลาพูดถึงเรื่องโลกร้อนขึ้นมาแต่ละครั้งคือตัวเลขการผลิตคาร์บอนขึ้นสู่อากาศของแต่ละชาติ ซึ่งในปีสองปีมานี้จีนก็แซงหน้าชาติตะวันตกทั้งหมดไปแล้ว แต่งานวิจัยชิ้นล่าสุดก็มีได้เสนอแนวทางในการวัดผลกระทบต่อปริมาณคาร์บอนในอากาศด้วยการวัดจากสินค้าที่ประชาชนในชาตินั้นบริโภคแทนที่จะวัดจากปริมาณคาร์บอนที่ปล่อย

ผลงานวิจัยนี้แสดงผลลัพธ์ที่น่าสนใจ คือคาร์บอนประมาณ 1 ใน 4 ของคาร์บอนที่ปล่อยขึ้นสู่อากาศเป็นผลจากการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกรวม 6,200 เมกกะตันต่อปี เฉพาะจีนประเทศเดียวมีส่วนแบ่งในคาร์บอนเพื่อการส่งออกนี้ถึง 1,400 เมกกะตันต่อปี ทำให้เมื่อวัดปริมาณคาร์บอนจากการบริโภค สหรัฐฯ จะกลับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยปริมาณ 6,500 เมกกะตันส่วนจีนตกไปอยู่อันดับที่สองที่ 4,000 เมกกะตันที่เหลือเป็นญี่ปุ่นและยุโรปตะวันตกอื่นๆ

ที่น่าสนใจคือเมื่อวัดด้วยตัวเลขคาร์บอนที่บริโภคต่อประชากรแล้วประเทศอย่างลักเซมเบิร์ก, สิงคโปร์ ฮ่องกง, ออสเตรเลีย, แคนาดา ก็เข้ามาร่วมอยู่ในรายการสิบอันดับแรกกันด้วย ที่เหลือคือสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตก ส่วนจีนนั้นไม่อยู่ในสิบอันดับแรก และประเทศยากจนเช่นในกลุ่มแอฟริกานั้นก็ยังคงอยู่ท้ายตารางเช่นเดิม

น่าสนตัวเลขเหล่านี้รวมพลังงานที่ใช้ขนส่งไปแล้วรึยัง เพราะน่าจะมีสัดส่วนสูงทีเดียว

ที่มา - ArsTechnica

นักวิจัยญี่ปุุ่นเสนอทางแก้โลกร้อนด้วยการสร้างก๊าซธรรมชาติ

ก๊าซธรรมชาติที่เราใช้กันอย่างหนักทุกวันนี้ เป็นผลจากการทำงานของแบคทีเรียที่แปลงเอาคาร์บอนไดออกไซด์นับพันล้านปีก่อนไปเก็บไว้ใต้ผิวโลก ขณะที่เราขุดก๊าซเหล่านี้ขึ้นมาใช้งานอย่างหนักเพิ่มคาร์บอนให้บรรยากาศนักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้เสนอการเร่งกระบวนการสร้างก๊าซธรรมชาติขึ้นใหม่

นาย Fumio Inagaki หัวหน้าทีมวิจัยได้รายงานยืนยันว่าทีมงานของตนได้พบแบคทีเรียที่ทำหน้าที่แปลงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปเป็นมีเธนแล้ว อย่างไรก็ตามในสภาวะตามธรรมชาติกระบวนการนี้ใช้เวลานับพันล้านปี

ทีมงานวิจัยเชื่อว่าภายใน 5 ปีจะสามารถเสนอแนวทางการเร่งการทำงานของแบคทีเรีย ให้สามารถแปลงก๊าซได้ในเวลาระดับร้อยปีเท่านั้น

ที่น่าสงสัยคือถ้ามันแปลงได้เร็วขนาดนั้นมันจะไม่ทันได้เก็บใต้โลกแต่จะเอามาเติมรถกันจนหมดเสียก่อน

ที่มา - PhysOrg

ความสามารถในการรองรับคาร์บอนของมหาสมทุรอาจจะมากกว่าที่เราคิด

เราหลายคนอาจจะรู้แล้วว่าแหล่งรองรับคาร์บอนของโลกเรานั้นไม่ใช่ป่าไม้หากแต่เป็นมหาสมุทรที่ซึมซับเอาคาร์บอนลงสู่ทะเล แต่ประเด็นที่กังวลกันคือมหาสมุทรจะมีความสามารถในการรองรับคาร์บอนได้อีกนานมากแค่ไหน

ข้อมูลเดิมนั้นเชื่อกันว่ามหาสมุทร์จะไม่สามารถรองรับคาร์บอนเพิ่มอีกในเวลาอันใกล้ ทำให้คาร์บอนในอากาศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก แต่งานวิจัยใหม่จากการสำรวจน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกใต้พบ พบว่าปริมาณคาร์บอนในอากาศนั้นเพิ่มขึ้นเพียง 0.7% (+-1.4%) ต่อปี โดยไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่ลดลงจนสังเกตได้แต่อย่างใด

ทีมวิจัยระบุว่าการรวบรวมข้อมูลจำนวนมากเช่นนี้มีความไม่แน่นอนในข้อมูลอยู่ ดังนั้นเราคงไม่สามารถวางใจได้เต็มที่นักหากจะบอกว่าประเด็นโลกร้อนไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวล แต่หากมีข้อมูลในแนวทางเดียวกันจำนวนมากกว่านี้ ก็อาจจะได้เวลาพิจารณาว่าเราต้องทุ่มทรัพยากรลงไปกับความพยายามลดคาร์บอนเช่นเดิมอีกหรือไม่

ที่มา - PhysOrg

โลกร้อนทำให้แกะตัวเล็กลง

ผลกระทบของโลกร้อนนั้นมีด้วยกันหลายส่วนจนมีให้เราอ่านกันไม่รู้จบ แต่ผลกระทบล่าสุดนั้นออกจะแปลกๆ เสียหน่อย เมื่อนักวิจัยพบว่าแกะในสกอตแลนด์นั้นมีขนาดเล็กลงเนื่องจากโลกร้อน

งานวิจัยนี้รวบรวมสถิติขนาดแกะในช่วง 24 ปีที่ผ่านมา พบว่าแกะมีขนาดลดลงอย่างต่อเนื่องมาร้อยละ 5

ความเกี่ยวเนื่องจากภาวะโลกร้อนที่พบคือการที่ฤดูหนาวนั้นสั้นลง ทำให้แกะตัวเล็กซึ่งมักตายระหว่างนั้นสามารถอยู่รอดได้มากขึ้นเรื่อยๆ

แม้จะเป็นผลกระทบที่ค่อนข้างแน่ชัด แต่ดูเหมือนว่าผลกระทบอย่างนี้จะไม่น่าตื่นเต้นเท่าน้ำท่วมโลก หรือหายนะอื่นๆ เท่าใหร่นัก

ที่มา - Christian Science Monitor

แคลิฟอร์เนียร์ตั้งมาตรฐานใหม่: รถยนต์ต้องมีประสิทธิภาพขั้นต่ำ 16 กิโลเมตรต่อลิตร

สหรัฐฯ นับเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้น้ำมันต่อประชากรเปลืองที่สุดในโลก เนื่องจากรถยนต์หลายๆ รุ่นนั้นไม่ได้รับการออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพที่ดี แต่กฏหมายใหม่ที่กำลังจะออกมานั้จะค่อยๆ เพิ่มข้อบังคับด้านประสิทธิภาพของพลังงานขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึง 39 ไมล์ต่อแกลลอน หรือ 16.6 กิโลเมตรต่อลิตรในปี 2016

ข้อบังคับในการเพิ่มประสิทธิภาพนี้จะทำให้ประสิทธิภาพของรถยนต์เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 40 แต่ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการผลิตคันละ 600 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตามผู้ผลิตรถยนต์กำลังเรียกร้องให้ข้อบังคับในแนวทางนี้มีการกำหนดมาตรฐานร่วมกันทั้งประเทศ เนื่องจากการผลิตรถยนต์เพื่อรองรับมาตรฐานแต่ละรัฐที่ต่างกันนั้นจะสร้างความวุ่นวายมาก

ที่มา - PhysOrg

สหรัฐตัดสินใจรับ CO2 เป็น "ก๊าซมลภาวะ"

ก่อนหน้านี้ในสมัยรัฐบาลบุช หน่วยงาน Environmental Protection Agency (EPA) ของรัฐบาลสหรัฐบอกว่าไม่สามารถสั่งควบคุม CO2 ได้ เพราะไม่ถือว่ามันเป็นมลภาวะ

เวลาเปลี่ยน ใจคนก็เปลี่ยนตาม ในรัฐบาลโอบามา EPA ได้อ้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม และตัดสินใจว่า CO2 นั้นมีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้เกิดภัยธรรมชาติ, ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น, และผลกระทบต่อสัตว์และการเกษตร ทั้งหมดนี้เป็น "ภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ"

การเปลี่ยนใจของ EPA เกิดจากคำสั่งของศาลฎีกาสหรัฐเมื่อปี 2007 ให้องค์กรทบทวนวิธีการตัดสินใจเรื่องปัจจัยของภาวะโลกร้อนเสียใหม่

ดังนั้น ทาง EPA จึงมีสิทธิ์จะสั่งควบคุมการปล่อยก๊าซ CO2 ได้ในบางกรณีแล้ว (หลังจากที่สหรัฐเป็นผู้ปล่อย CO2 และก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่มานาน) และการควบคุมเต็มรูปแบบจะตามมาในกฎหมายฉบับใหม่ที่กำลังรอการพิจารณาของสภาคองเกรส ซึ่งต้องใช้เวลาอีกสักระยะ

รัฐแคลิฟอร์เนียได้เริ่มต้นแคมเปญจำกัดการปล่อยก๊าซแล้ว (หลังจาก EPA อนุญาต) และมีข่าวว่ารัฐอื่นๆ อย่างน้อย 15 รัฐกำลังจะทำตามแคลิฟอร์เนีย

ที่มา - BBC

น้ำแข็งขั้วโลกใต้เพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลงอย่างที่พูดกัน

ประโยคทองของการรณรงค์ลดโลกร้อนก็คือ "น้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้กำลังละลาย น้ำจะท่วมโลกในเร็วๆ นี้" แต่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับสวนทาง

น้ำแข็งที่ละลายในข่าวนั้นเป็นของทวีปแอนตาร์กติกา (ซึ่งมีน้ำแข็ง 90% ของโลก) ฝั่งตะวันตก แต่ในฝั่งตะวันออกน้ำแข็งกลับงอกเพิ่มขึ้นซะอย่างนั้น ทวีปฝั่งตะวันออกใหญ่กว่าฝั่งตะวันตกถึง 4 เท่า และข้อมูลจาก Scientific Committee on Antarctic Research ได้บอกว่า "ทวีปฝั่งตะวันออกเย็นขึ้นอย่างมีนัยยะในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา" Ian Allison หัวหน้าทีมสำรวจของออสเตรเลีย พิจารณาน้ำแข็งในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาและยืนยันว่าน้ำแข็งในแอนตาร์กติกายังสุขสบายดี

การที่น้ำแข็งในทะเลละลายไม่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น (เหมือนกับน้ำแข็งในแก้วน้ำละลาย น้ำไม่ล้นนั่นล่ะครับ) แต่ถ้าน้ำแข็งบนพื้นทวีปละลายลงทะเล อันนั้นค่อยเพิ่มระดับน้ำทะเล

Peter Garrett รมต. กระทรวงสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลียยังยืนยันว่าน้ำแข็งละลายเพราะโลกร้อนอย่างแน่นอน เขาคาดว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 6 เมตรในปี 2100 แต่อีกสำนักคือ Scientific Committee on Antarctic Research บอกว่าอย่างเก่งแค่ 1.25 เมตร

การทดสอบเจาะน้ำแข็งเพื่อหวัดความหนา ทำที่ Davis Station ในขั้วโลกใต้ฝั่งตะวันออก โดยทีม Antarctic Climate and Ecosystems Co-Operative Research Centre พบว่าหนา 1.89 เมตร หนาที่สุดในรอบสิบปี (ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 1950 คือ 1.67 เมตร)

ที่มา - News.com.au

รัฐแคลิฟอร์เนียเตรียมห้ามใช้รถสีดำ

ปัญหาโลกร้อนนั้นยังมีผลอย่างต่อเนื่องในทุกวันนี้ และอีกประเด็นหนึ่งที่เริ่มตระหนักกันมากขึ้นเรื่อยๆ คือเรื่องของ "สี" ของบ้านและสิ่งของต่างๆ ที่ดูดความร้อนเท่ากัน ทำให้ต้องใช้พลังงานไม่เท่ากันตามไปด้วย

รัฐแคลิฟอร์เนียจึงมีการเสนอร่างกฏหมายที่จะบังคับให้รถทุกคันต้องมีอัตราการสะท้อนแสงอย่างน้อยร้อยละ 20 ทำให้โทนสีเข้มทั้งหมดจะถูกห้ามด้วยกฏหมายนี้ไปโดยอัตโนมัติ และแน่นอนว่ารวมถึงสีดำด้วย

นอกจากเรื่องสีแล้ว กฏหมายฉบับนี้ยังมีประเด็นเรื่องอื่นๆ เช่นฟิล์มกรองแสง โดยภาพรวมแล้วเป็นการเสนอให้รถต้องทนกับอากาศร้อนได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากเกินไป

กฏหมายฉบับนี้ยังเป็นแค่ร่างและต้องผ่านกระบวนการอีกเยอะ แต่ถ้าใครอยากอ่านข้อเสนอของกฏหมายนี้ก็มีให้โหลดเป็น PDF

ที่มา - Auto Blog

Syndicate content