Global Warming

ก๊าซมีเทนซึมจากก้นทะเลไซบีเรีย

13
vote

นักวิจัยจาสวีเดน ได้รายงานว่า พบก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก ได้ไหลออกมาจากก้นทะเลไซบีเรีย

นักวิจัยพบระดับของมีเทนเหนือพื้นน้ำมากผิดปกติ และมีปริมาณมากยิ่งขึ้นเมื่อลึกลงไป ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจน ว่าแหล่งกำเนิดจะต้องอยู่ที่ก้นทะเล

นักวิทยาศาสตร์กลัวว่า ภาวะโลกร้อนจะเป็นสาเหตุทำให้พื้นน้ำแข็งของไซบีเรีย ทำการปล่อยก๊าซมีเทนออกมาสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน สามารถเห็นได้ทั่วไปในบริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือ

ที่มา - Physorg

น้ำแข็งทวีปอาร์กติกอาจจะลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้

19
vote

นักวิทยาศาสตร์แสดงความกังวลอัตราการลดลงของน้ำแข็งบริเวณทวีปอาร์กติกในปีนี้ว่ากำลังลดลงอย่างรวดเร็วจนมีแนวโน้มที่จะต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ในปีที่แล้วน้ำแข็งลดลงต่ำสุดอยู่ที่ 4.13 ล้านตารางกิโลเมตรในช่วงกลางเดือนกันยายน ปีนี้ปริมาณน้ำแข็งมีอัตราการลดลงในช่วงเดือนที่ผ่านมาค่อนข้างเร็วมาก เมื่อคำนวณตามแน้วโน้มนี้แล้วในปีนี้น้ำแข็งอาจจะกำลังลดลงต่ำสุด

มีการวัดพื้นที่น้ำแข็งบริเวณทวีปอาร์กติกเป็นครั้งแรกในปี 1980 โดยในปีนั้นปริมาณน้ำแข็งต่ำสุดมีมากถึง 7.8 ล้านตารางกิโลเมตร

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ทวีปอาร์กติกอาจจะมีหน้าร้อนที่ไม่มีน้ำแข็งเลยในปี 2080 โดยมีบางกลุ่มเชื่อว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นภายใน 30 ปีข้างหน้าเท่านั้น

ที่มา - PhysOrg, BBC

พบหมีขั้วโลกว่ายน้ำมากกว่าปรกติ

18
vote

ถ้าใครเคยดูสารคดีโลกร้อนหลายๆ เรื่องจะพบฉากหมีขั้วโลกกำลังว่ายน้ำอยู่เดียวดายท่ามกลางทะเลอันว่างเปล่า เพื่อแสดงว่าปัญหาโลกร้อนกำลังทำให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้นจนเป็นปัญหา

จริงๆ แล้วการที่หมีขั้วโลกไปว่ายน้ำอยู่กลางทะเลไม่ใช่เรื่องแปลกนัก แต่การสำรวจล่าสุดตัวเลขจำนวนหมีที่ว่ายน้ำอยู่กลางทะเลนั้นสูงถึงสิบตัว และตัวเลขนี้ดูเหมือนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับแต่ปี 2004 เป็นต้นมา

แม้ว่าหมีขั้วโลกจะสามารถว่ายน้ำอยู่กลางทะเลได้นับสิบไมล์ก็ตาม แต่การว่ายน้ำก็ทำให้หมีต้องเหนื่อยล้ากว่าปรกติ และอาจจะมีปัญหาต่อการอยู่รอดและการมีลูกของหมีที่ตั้งท้องได้

ทีมงานวิจัยยังไม่ยืนยันว่าหมีขั้วโลกนั้นประสบภัยจากโลกร้อนหรือไม่ โดยหมีทุกตัวที่พบในทะเลนั้นยังดูมีสุขภาพที่ดี

ที่มา - NY Times

นักวิจัยรัสเซียถูกช่วยเหลือจากเหตุการณ์น้ำแข็งละลายแล้ว

40
vote

นักวิทยาศาสตร์สัญชาติรัสเซียจำนวน 20 คน ได้ถูกช่วยเหลือจากสถานีวิจัยชั่วคราว ที่ตั้งอยู่บนแผ่นน้ำแข็งที่ล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทรอาร์คติก หลังจากที่น้ำแข็งก้อนนั้นละลายเร็วผิดปกติจากที่นักวิทยาศาสตร์ได้คาดคะเนเอาไว้

เรือที่ไปช่วยเหลือนักวิจัย ต้องเดินทางฝ่าก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ เพื่อช่วยนักวิจัยจากแคมป์ “North Pole 35” ซึ่งถูกตั้งขึ้นเมื่อ เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ซึ่งจากแผ่นน้ำแข็งความยาว 3.8 กิโลเมตร ได้ละลายเหลือเพียง 600 เมตรเท่านั้น

นักวิจัยบอกว่า สภาวะโลกร้อนทำให้ฤดูที่น้ำแข็งละลายนั้นมาเร็วกว่าปกติ และทำให้น้ำแข็งที่ปกคลุมบริเวณมหาสมุทรอาร์กติกลดลง การคาดการถึงการละลายของแผ่นน้ำแข็งทำได้ยากลำบากขึ้น

ที่มา - Physorg

CO2 ร้ายกับคน ร้ายกับโลก แต่ดีกับพืช

42
vote

การเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ เป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักวิทยาศาสตร์และมนุษย์ทั่วไป แต่นักวิจัยจากเยอรมัน สามารถพิสูจน์ได้ว่าปริมาณก๊าซที่เพิ่มขึ้นนี้ กลายเป็นผลดีต่อพืช

ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผลิตผลจากข้าวบาร์เลย์, ธัญพืช และข้าวสาลี เพิ่มขึ้นกว่า 10%

นักวิจัยได้ทำการสังเกตพืชดังกล่าวในแปลงทดลอง โดยมีความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 550 ส่วนใน 1 ล้านส่วน ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่น่าจะมีในชั้นบรรยากาศในปี 2050

ท่ามกลางกระแสโลกร้อนที่กำลังเชี่ยวกราก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดูเหมือนจะรับบทผู้ร้ายตัวสำคัญของปรากฏการณ์นี้ ซึ่งนักวิจัยได้ออกตัวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ตั้งใจจะคัดค้าน เรื่องการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างไร เพียงแค่เป็นการศึกษาผลกระทบเพียงเท่านั้น

ที่มา - Physorg

จีนปล่อย CO2 เป็นอันดับหนึ่งของโลก

55
vote

จีนกลายเป็นประเทศที่ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นอันดับหนึ่งของโลก แซงหน้าแชมป์เก่าอย่างสหรัฐ โดยมากกว่าถึง 14% และถือเป็นปริมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยเพิ่มขึ้นทั่วโลก

จากรายงานล่าสุดในการประชุมของยูเอ็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่กรุงบอร์น ประเทศเยอรมันนี จีนปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาคิดเป็นเปอร์เซ็นทั้งหมดกว่า 24% ตามมาด้วยสหรัฐ 21% สหภาพยุโรป 12% อินเดีย 8% และรัสเซีย 6%

การผลิตปูนและอิฐที่ใช้ในการก่อสร้าง ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำมีการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในจีน ซึ่งปัจจุบัน จีนกลายเป็นผู้ผลิตปูนแลอิฐอันดับหนึ่งของโลก โดยมีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 51%

ที่มา - Physorg

หนองน้ำมีส่วนช่วยโลกร้อนมากกว่าที่เราคิด

58
voted

ผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลสาบ (Limnologist) จากมหาวิทยาลัยไอโอว่า (Iowa State University) ได้นำเสนองานวิจัยทีว่า หนองน้ำ, บ่อน้ำ ที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก มีส่วนช่วยในการดูดซับคาร์บอน พอๆ กับมหาสมุทรขนาดใหญ่

ศาสตราจารย์ John Downing หัวหน้าทีมวิจัย ได้ค้นพบว่า การสร้างบ่อน้ำในบริเวณพื้นที่เกษตรกรรม ในสหรัฐอเมริกา มีส่วนช่วยในการดูดซับคาร์บอนมากกว่าที่คิดกันเอาไว้ โดยสามารถดูดซับได้มากกว่าต้นไม้ ตั้งแต่ 20 ถึง 50 เท่า

นักวิจัยประมาณว่า มีหนองน้ำกว่า 304 ล้านแห่งทั่วโลก โดยครอบคลุมพื้นที่กว่า 4 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งมากเป็นสองเท่าจากที่เคยคิดกันไว้ ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าว ทำให้สามารถประมาณได้ว่า อัตราการดูดซับคาร์บอนของพื้นที่ดังกล่าว มีความสามารถ พอๆ กับมหาสมุทรขนาดใหญ่ เลยทีเดียว

ที่มา - EurekAlert

สัตว์เขตร้อนอาจสูญพันธุ์ เพราะปัญหาโลกร้อน

76
vote

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย UCLA และมหาวิทยาลัย Washington ได้พบว่า สิ่งมีชีวิตหลายชนิด เช่น แมลง, สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, และสัตว์เลื้อยคลาน มีโอกาสเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน

นักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายว่า ในปัจจุบันสัตว์จำพวกดังกล่าว ได้ปรับตัวให้อยู่ในสภาพอากาศของพื้นที่แถบนี้ได้เป็นอย่างดี ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้น ซึ่งส่งผลเสียในการเพิ่มจำนวนประชากร

นอกจากการเพิ่มจำนวนประชากรลดลง อาจมีการอพยพย้ายถิ่นของสัตว์กลุ่มดังกล่าว ซึ่งเป็นการอพยพขึ้นไปทางเหนือ เพื่อหาอากาศที่อบอุ่นกว่า ส่วนพวกที่ปรับตัวไม่ได้ ก็อาจะต้องสูญพันธุ์ไป ซึ่งผลกระทบดังกล่าว ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ที่มา - EurekAlert

แบบจำลองสภาพอากาศที่ใช้อยู่ อาจไม่ถูกต้องอย่างที่คิด

50
vote

สาเหตุที่ทำให้ อัล กอร์ และ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิกากาศ หรือ ไอพีซีซี ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาสันติภาพในปีนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการที่ออกมาชี้ใช้ชาวโลกเห็นถึงความสำคัญของภาวะที่โลกร้อนในปัจจุบัน ซึ่งปัจจัยที่ อัล กอร์ สามารถสรุปได้ว่าโลกของเราร้อนขึ้น ก็เนื่องมาจากการเก็บข้อมูลและแบบจำลองสภาพภูมิกาอาศที่สามารถทำนายการเกิดภาวะโลกร้อนได้

แต่งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (Virginia University) ร่วมมือกับ UHA ได้ทำการเปรียบเทียบความถูกต้องของแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ จำนวน 22 แบบจำลอง และรวมถึงแบบจำลองที่ อัล กอร์ ใช้ในการทำนายสภาวะโลกร้อนด้วย พบว่าในแบบจำลองทั้งหลายเหล่านั้น ยังมีความน่าเคลือบแคลงในด้านความถูกต้องแม่นยำในการทำนายอยู่พอสมควร

นักวิจัยได้ใช้การทำนายแนวโน้มของอุณหภูมิบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) และ แนวโน้มของอุณหภูมิในชั้นพื้นผิว ซึ่งแบบจำลองต่างๆ ต่างทำนายว่า อุณหภูมิในชั้นโทรโพสเฟียร์มีแนวโน้มที่จะสูงกว่า ซึ่งเมื่อนักวิจัยไปดูข้อมูลที่ได้จากการเก็บข้อมูลของอุปกรณ์ต่างๆ พบว่า ไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิชั้นโทรโพสเฟียร์แต่อย่างไร โดยที่อุณหภูมิในชั้นนี้ มีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าหรือเท่ากับอุณหภูมิชั้นพื้นผิวซะด้วยซ้ำ

ถึงอย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ให้ผลที่แตกต่างจากการศึกษาก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในการศึกษาก่อนหน้านี้ ต่างระบุว่า ความแตกต่างของผลลัพธ์ระหว่างแบบจำลองต่างๆ เกิดจากความผิดพลาดของข้อมูลที่ใช้ป้อนเข้าไป ไม่ใช่ข้อผิดพลาดของแบบจำลอง

สงสัยงานนี้ต้องดูกันยาวๆ ซะแล้ว

ที่มา - EurekAlert

เครื่องมือสำหรับคำนวนการใช้คาร์บอนของคุณ? ง่ายๆด้วยตัวคุณเอง

36
vote

องค์กรอนุรักษ์พลังงานระหว่างประเทศ (Conservation International) ได้นำเสนอวิธีใหม่ล่าสุด สำหรับการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงในปัจจุบัน ด้วยเครื่องมือออนไลน์ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

วิธีการที่ทางองค์กรอนุรักษ์ระหว่างประเทศนำมาใช้ ก็คือการลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ของแต่ละคน โดยเปิดให้บริการเครื่องมือคำนวนปริมาณการก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ของแต่ละคน โดยเครื่องมือดังกล่าว สามารถคำนวนได้อย่างครอบคลุมถึงพฤติกรรมหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เราได้ทำลงไป ไม่ว่าจะเป็น การกิน, การเดินทาง, การใช้น้ำมัน,? การท่องเที่ยว ซึงจะคำนวนออกมาเป็นจำนวนตัน ที่เราได้ผลิดออกมาในแต่ละปี และยังคำนวนถึงเงินที่เราควรจะบริจาคเพื่อช่วยอนุรักษ์โลกของเราอีกด้วย

หากใครสนใจทำแบบทดสอบ สามารถคลิกได้ ที่นี่?

ที่มา - EurekAlert?

Syndicate content