Law

รัฐเมนเสนอร่างกฏหมายเตือนอันตรายมะเร็งจากโทรศัพท์มือถือ

รัฐเมนในสหรัฐอเมริกามีการเสนอร่างกฏหมายเพื่อให้มีการเตือนว่าโทรศัพท์มือถืออาจจะเป็นสาเหตุของมะเร็ง ด้วยตัวอักษรคำว่า Warning สีแดงขนาดใหญ่, โลโก้รูปสมอง, และข้อความเตือนอันตรายที่ลบออกไม่ได้

ที่น่าสนใจคือกฏหมายฉบับนี้ไม่ระบุถึงความเข้มของรังสีที่ปล่อยออกมาจากโทรศัพท์แต่อย่างใด ขณะที่ซานฟรานซิสโกเคยมีการเสนอกฏหมายคล้ายๆ กันแต่เป็นการระบุตัวเลขรังสีที่จะได้รับจากโทรศัพท์แทน

ปัญหาคือยังไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ฉบับใดสามารถยืนยันถึงความเกี่ยวข้องระหว่างมะเร็งและโทรศัพท์มือถือได้อย่างแน่ชัด ขณะที่คลื่นจากโทรศัพท์มือถืออาจจะทำให้น้ำในบริเวณใกล้เคียงร้อนขึ้นมาเล็กน้อย แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ก่อมะเร็งนั้นเป็นคนละเรื่องกัน

รายงานทางวิทยาศาสตร์ที่มีการเสนอ มีการศึกษาอัตราการเป็นมะเร็งของประเทศเดนมาร์ก, ฟินแลนด์, นอร์เวย์, และสวีเดน พบว่าอัตราการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แต่ในระยะสิบกว่าปีให้หลังนี้ที่มีการใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นอย่างมาก อัตตราการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปแต่อย่างใด

ที่มา - ArsTechnica, Oxford Journal, Yahoo! News

ระบบจับการฝ่าไฟแดงอัตโนมัติในอิตาลีถูกปรับให้แจกใบสั่งได้มากขึ้น

บ้านเราเพิ่งติดระบบแจกใบสั่งอัตโนมัติกันไปไม่นาน แต่ในต่างประเทศนั้นระบบนี้ใช้กันมาพักใหญ่ๆ แล้วและสร้างประเด็นถกเถียงกันเป็นวงกว้างว่าช่วยลดอุบัติเหตุจริงหรือไม่

ประเด็นความปลอดภัยบนท้องถนนนั้นยังไม่มีข้อสรุปแต่อย่างใด แต่ที่อิตาลีนั้น ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์แจกใบสั่งที่ว่านี้กับตำรวจนับสิบราย ตลอดจนบริษัทผู้รับเหมา กำลังถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกันลดเวลาไฟเหลืองให้สั้นลง เพื่อจะได้เพิ่มรายได้ให้กับตำรวจในการแจกใบสั่ง

คดีนี้เป็นเรื่องขึ้นมาเนื่องจาก Roberto Franzini สารวัตประจำท้องที่ Lerici ไปสังเกตเห็นว่าตัวเลขใบสั่งจากระบบอัตโนมัตินั้นเพิ่มขึ้นจากที่จราจรตรวจจับกันตามปรกติเกือบเท่าตัว

ในตอนนี้เอง Stefano Arrighetti โปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนาระบบตรวจจับนี้ก็ถูกจับกุม และตำรวจที่เกี่ยวข้องก็กำลังถูกสอบสวน เนื่องจากเชื่อว่าอาจจะมีการแบ่งรายได้กันระหว่างตำรวจและโปรแกรมเมอร์

ที่มา - ArsTechnica

อังกฤษอนุญาตให้ใช้ตัวอ่อนผสมระหว่างคนกับสัตว์ในงานวิจัย

สภาผู้แทนราษฏรของอังกฤษ ได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 366 ต่อ 176 คัดค้านญัตติที่สั่งห้าม การนำตัวอ่อนของคนไปฝากไว้ในสัตว์ในงานวิจัย ซึ่งมติดังกล่าวทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์กันมาก โดยเฉพาะผู้นับถือศาสนาคริสต์ โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าว เป็นเรื่องผิดจริยธรรม

เป็นที่น่าสังเกตว่า ลูกชายคนเล็กของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กอร์ดอน บราวน์ ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับถุงน้ำในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งโรคดังกล่าวในอนาคต อาจมีหนทางรักษาได้โดยการใช้เซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell)

กอร์ดอน บราวน์ ได้เขียนบทความที่แสดงการสนับสนุนการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิด ลงในหนังสือพิมพ์ Observer ซึ่งน่าสนใจมาก มีข้อความดังนี้ (ไม่ขอแปลนะครับ)

"I believe that we owe it to ourselves and future generations to introduce these measures and in particular to give our unequivocal backing, within the right framework of rules and standards, to stem cell research,"

อย่างไรก็ตาม มีรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีของ บราวน์ถึง 3 คน ที่ลงมติเห็นชอบกับญัตติดังกล่าว ซึ่งรวมถึง รัฐมนตรีกลาโหม Des Browne

พระราชบัญญัติดังกล่าว ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาสูงของอังกฤษ ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ประกาศใช้เป็นกฏหมาย

ในขณะที่เกาหลีใต้สั่งห้าม อังกฤษกลับอนุญาต ซะงั้น

ที่มา - Physorg

เกาหลีใต้คุมเข้มการโคลนนิ่งมากขึ้น

รัฐสภาเกาหลีใต้ ได้ให้ความเห็นชอบกฏหมายฉบับใหม่ โดยหวังจะควบคุมและจัดระเบียบ การวิจัยในเรื่องโคลนนิ่งให้รัดกุมยิ่งขึ้น หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง ดร.หวาง ได้สร้างความอับอายไปทั่วโลก โดยการปลอมแปลงผลการวิจัย

หลังจากที่กฏหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ การทำโคลนนิ่งข้ามสายพันธุ์ เช่น การนำเซลล์ที่มีดีเอ็นเอของมนุษย์ นำไปใส่ในไข่ของสัตว์ จะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป หากมีผุ้ใดฝ่าฝืน จะมีบทลงโทษโดยการจำคุกถึง 3 ปี

Park Se-Pill ผุ้เชี่ยวชาญด้านการโคลนนิ่งของเกาหลีใต้ แสดงความไม่เห็นด้วยกับกฏหมายดังกล่าว เนื่องจากในการโคลนนิ่งมนุษย์ การใช้ไข่ของสัตว์มีความจำเป็น เนื่องจากไข่ของมนุษย์นำมาทดลองได้อย่างยากลำบาก และยังกล่าวอีกว่า กฏหมายที่ออกมา ทำให้การวิจัยดังกล่าวของเกาหลีใต้หยุดอยู่กับที่ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ กำลังจะก้าวต่อไป

นอกจากนี้ กฏหมายใหม่ยังอนุญาต ให้นักวิจัยสามารถใช้สเต็มเซลล์ ที่ได้จากตัวอ่อนของมนุษย์ในการทำวิจัยเพื่อใช้ในการรักษาโรคทั่วไป จากเดิมที่กฏหมายเก่า อนุญาตให้ทำได้เฉพาะโรคที่ไม่มีทางรักษาเท่านั้น

ของอย่างนี้ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง

ที่มา - Physorg

สิงคโปร์พบผู้ป่วยโรคเอดส์เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

สิงคโปร์ประกาศตัวเลขล่าสุด ของจำนวนผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ภายในปี 2007 ซึ่งมีจำนวนถึง 422 คน ซึ่งมากสุดนับตั้งเริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1985

จากจำนวนผู้ป่วยดังกล่าว 93 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพศชาย และกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธุ์

เมื่อสิ้นปีที่แล้ว สิงคโปร์มีจำนวนผู้ป่วยโรคเอดส์ ทั้งหมด 3,482 คน โดยผู้ป่วยจำนวนดังกล่าว ได้เสียชีวิตไปประมาณ 1,000 คน

จากปัญหาดังกล่าว รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ ได้ยื่นเรื่องดังกล่าวต่อรัฐสภา โดยเรียกร้องให้มีการ ปรับปรุงกฏหมายให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อควบคุมการแพร่เชื้อของโรคเอดส์

กฏหมายที่มีอยู่เดิมของสิงคโปร์ ได้มีบทลงโทษแก่ผู้ที่ติดเชื้อ แต่ไม่ยอมบอกคู่นอนของตนได้รับรู้ รวมถึงผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคด้วย

กฏหมายที่จะได้รับการปรับปรุงใหม่ มีการเพิ่มบทบัญญัติให้เข้มงวดมากขึ้น เช่น ต้องมีการระมัดระวังอย่างเหมาะสม (รวมถึงการใช้ถุงยางอนามัย และการตรวจเลือด) เพื่อที่จะป้องกันผู้ที่มีเพศสัมพันธุ์ด้วย, ต้องมีการแจ้งคู่นอนให้ทราบ ถึงความเสี่ยงที่จะติดโรคจากการมีเพศสัมพันธุ์ รวมถึงต้องให้คู่นอนตอบตกลงในการยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ถ้าคู่นอนตอบตกลง การมีเพศสัมพันธุ์ในครั้งนั้นก็จะถูกต้องตามกฏหมาย

ใครที่ไม่ปฏิบัติตามกฏหมายดังกล่าว มีโทษปรับสูงสุดถึง 50,000 เหรียญสิงคโปร์ และโทษจำคุก 10 ปี

ที่มา - Physorg

Syndicate content