Psychology

  • warning: include_once(modules/user/user.pages.inc) [function.include-once]: failed to open stream: No such file or directory in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once() [function.include]: Failed opening 'modules/user/user.pages.inc' for inclusion (include_path='.:/usr/local/lib/php') in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once(modules/user/user.pages.inc) [function.include-once]: failed to open stream: No such file or directory in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once() [function.include]: Failed opening 'modules/user/user.pages.inc' for inclusion (include_path='.:/usr/local/lib/php') in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once(modules/user/user.pages.inc) [function.include-once]: failed to open stream: No such file or directory in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once() [function.include]: Failed opening 'modules/user/user.pages.inc' for inclusion (include_path='.:/usr/local/lib/php') in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once(modules/user/user.admin.inc) [function.include-once]: failed to open stream: No such file or directory in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once() [function.include]: Failed opening 'modules/user/user.admin.inc' for inclusion (include_path='.:/usr/local/lib/php') in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once(modules/user/user.admin.inc) [function.include-once]: failed to open stream: No such file or directory in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once() [function.include]: Failed opening 'modules/user/user.admin.inc' for inclusion (include_path='.:/usr/local/lib/php') in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once(modules/user/user.admin.inc) [function.include-once]: failed to open stream: No such file or directory in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once() [function.include]: Failed opening 'modules/user/user.admin.inc' for inclusion (include_path='.:/usr/local/lib/php') in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once(modules/user/user.admin.inc) [function.include-once]: failed to open stream: No such file or directory in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once() [function.include]: Failed opening 'modules/user/user.admin.inc' for inclusion (include_path='.:/usr/local/lib/php') in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once(modules/user/user.admin.inc) [function.include-once]: failed to open stream: No such file or directory in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: include_once() [function.include]: Failed opening 'modules/user/user.admin.inc' for inclusion (include_path='.:/usr/local/lib/php') in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/includes/theme.inc on line 283.
  • warning: require_once(./modules/views/includes/admin.inc) [function.require-once]: failed to open stream: Cannot allocate memory in /home/juscin/domains/jusci.net/public_html/modules/views/views_ui.module on line 168.

เพลงโรแมนติคมีผลดีต่อการจีบสาว

หนุ่มเล่นดนตรีไม่เป็นอาจจะรู้สึกน้อยอกน้อยใจว่ามีสาวสนใจน้อยกว่าคนอื่นๆ ข่าวดีคือความรู้สึกที่ว่านี้ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์แล้ว เมื่อทีมวิจัยจากฝรั่งเศส คือ Nicolas Guéguen, Céline Jacob, และ Lubomir Lamy ได้ตีพิมพ์ผลการสำรวจลงวารสาร Psychology of Music (PDF) ว่าเพลงที่กำลังเล่นอยู่ระหว่างการ "จีบ" นั้นมีผลต่อผลตอบรับอย่างมีนัยสำคัญ

การทดลองอาศัยกระบวนการ "ขอเบอร์" สาววัย 18-20 จำนวน 87 คนโดยใช้ชายหนุ่มหน้าตาปานกลาง แล้วแบ่งครึ่งในการเปิดเพลงเป็นฉากหลังการขอเบอร์นี้ด้วยเพลง Je L’aime a Mourir ซึ่งเป็นเพลงโรแมนติค ส่วนอีกครึ่งหนึ่งใช้เพลง L’heure du Thé ซึ่งเป็นเพลงกลางๆ

ผลคือครึ่งแรกได้ผลสำเร็จถึง 52% ขณะที่ครึ่งหลังได้ผลเพียง 28% ต่างกันเกือบเท่าตัว

ทีมวิจัยนี้อาจจะหน้าหงายหากมาเมืองไทยแล้วเจอประโยคเด็ด "เบอร์ไม่ให้นะคะ ให้แต่พิน"...

ที่มา - Scientific American

การอยู่กับสาวสวย ทำให้ผู้ชายโง่ลง

เรื่องนี้หลายคนอาจรู้มานานแล้ว เพียงแต่อันนี้มีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องยืนยันครับ

นักจิตวิยาจากมหาวิทยาลัย Radboud University ในเนเธอร์แลนด์ ทำการทดลองโดยให้ผู้ชายจำนวน 40 คนทำแบบทดสอบความจำ จากนั้นให้พักเบรก แล้วให้อาสาสมัครแต่ละคนคุยกับ (ทีมงาน) ของการทดลองที่อาจเป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเป็นเวลา 7 นาที ทำแบบทดสอบเดิมซ้ำอีกครั้ง

ถ้าหากว่าได้พบกับทีมงานที่เป็นสาวสวย ผู้ชายที่ทำการทดสอบจะได้คะแนนลดลง ทำข้อสอบได้ช้าลง คำอธิบายก็คือผู้ชายจะแบ่งพลังสมองส่วนหนึ่งไปขบคิดว่าจะพิชิตใจสาวเจ้าได้อย่างไร ทำให้มีความสนใจที่จะทำแบบทดสอบได้น้อยลง ปรากฎการณ์นี้เกิดเฉพาะกับผู้ชายเท่านั้น การทดลองแบบเดียวกันแต่ให้ผู้หญิงพบหนุ่มหล่อ ไม่มีผลกระทบต่อคะแนนแต่อย่างใด

นี่อาจเป็นเพราะผู้ชายมีวิธีคิดที่จะหาเนื้อคู่อยู่ตลอดเวลาก็เป็นได้

ที่มา - Telegraph ผ่าน Slashdot

เคี้ยวหมากฝรั่งอาจทำให้คิดเลขได้ดีขึ้น

มีงานวิจัยใหม่ ซึ่งทำการศึกษาโดย Craig Johnston และคณะจาก Baylor College of Medicine และได้นำเสนอที่งานประชุมวิชาการของ American Society for Nutrition เชื่อว่าการที่ได้เคี้ยวหมากฝรั่งระหว่างคิดเลขนั้นอาจจะทำให้คิดเลขได้ดีขึ้นครับ

งานวิจัยดังกล่าวทำในเด็กเกรด 8 (ประมาณ ม.2) จำนวน 108 คน โดยเด็กจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มที่ให้เคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาลยี่ห้อ Wrigley ระหว่างเรียน ทำการบ้าน และทำการทดสอบ เทียบกันกับกลุ่มที่ไม่ได้ให้ ผลการวิจัยนั้นพบว่ากลุ่มที่เคี้ยวนั้นได้คะแนนวิชาคณิตศาสตร์มากกว่าอีกกลุ่ม 3% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผู้วิจัยให้เหตุผลที่พอจะเป็นไปได้ว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งนั้นลดความเครียดที่เกิดขึ้น และทำให้สามารถตั้งสมาธิได้ง่ายกว่า แต่ก็ยังจะเร็วเกินไปที่จะนำข้อสรุปนี้ไปใช้กันกับวิชาอื่นๆ

อย่างไรก็ตามเนื่องจากงานวิจัยชิ้นนี้นั้นได้รับการสนับสนุนโดยบริษัทผู้ผลิตหมากฝรั่ง (ยี่ห้อเดียวกันนั่นแหละ) แม้ว่าผู้วิจัยจะบอกว่าบริษัทนั้นไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการดำเนินงานวิจัยก็ตาม ก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนสงสัยว่ามันอาจจะยังไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ (เพราะฉะนั้นยังไม่ต้องแห่ไปซื้อหมากฝรั่ง)

ที่มา: WebMD

มืออุ่นๆ ทำให้ดูเป็นคนที่อบอุ่นไปด้วย

นักวิจัยได้พบความสัมพันธ์ระหว่าง อุณหภูมิที่มือกับความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อคนนั้น โดยได้ทำการทดลองดังนี้

ในการทดลองแรก ให้นักศึกษาบางส่วนถือแก้วกาแฟร้อน และที่เหลือถือแก้วกาแฟเย็น หลังจากนั้นให้คนอื่นบอกถึงความรู้สึกที่มีต่อนักศึกษาเหล่านี้
ผลปรากฎว่า นักศึกษาที่ถือแก้วกาแฟร้อน จะดูเป็นคนที่ใจดี เป็นมิตร ห่วงใยผู้อื่น มากกว่ากลุ่มที่ถือแก้วกาแฟเย็น แต่ทั้งนี้ไม่มีผลต่อความรู้สึกในด้าน ความซื่อสัตย์ ความมีเสน่ห์ และนิสัยส่วนบุคคล

ในการทดลองที่สอง ให้อาสาสมัครทำการทดลองโดยบางส่วนถือแผ่นประคบร้อน และที่เหลือถือแผ่นประคบเย็น หลังจากนั้น ให้รางวัลสำหรับอาสาสมัครเหล่านี้ โดยสามารถเลือกได้ว่า จะให้รางวัลกับตัวเอง หรือให้รางวัลกับเพื่อน ผลปรากฎว่า กลุ่มที่ถือแผ่นประคบร้อน 54% เลือกที่จะให้รางวัลกับเพื่อน ในขณะที่ กลุ่มที่ถือแผ่นประคบเย็นถึง 75% เลือกที่จะให้รางวัลกับตัวเอง

สงสัยถ้าผมจะขออะไรจากใคร คงต้องถือหาอะไรอุ่นๆ ไปแตะที่มือก่อนซะแล้ว

ที่มา - Sciencenow, CNN.com

หลงตัวเองหรือไม่ ดูได้จาก Facebook

ผลการศึกษาชิ้นใหม่ ของมหาวิทยาลัยจอร์เจีย (University of Georgia) ได้เสนอว่า เว็บไซท์เครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่างเช่น Facebook สามารถให้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ ว่าบางคนเป็นโรคหลงตัวเอง (narcissism)

นักวิจัยได้ให้ผู้ใช้งาน Facebook เกือบ 130 คน ทำการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับบุคลิก, ทำการวิเคราะห์เนื้อหาในหน้าผู้ใช้แต่ละคน และให้คนที่ไม่รู้จักดูหน้านั้นๆ แล้วทำการให้คะแนนความประทับใจแรกเห็น

นักวิจัยพบว่า จำนวนของเพื่อนใน Facebook และ wallpost ที่แต่ละคนมี สัมพันธ์กับพฤติกรรมหลงตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมในโลกจริง นอกจากนี้คนที่เป็นโรคหลงตัวเอง มักจะเลือกรูปที่ดูมีสเสน่ห์, รูปเพื่อประชาสัมพันธ์ตัวเอง ซึ่งต่างจากคนทั่วไป ที่ใช้รูปถ่ายทั่วไป

คนทั่วไปก็สามารถพบความหลงตัวเองได้เช่นกัน นักวิจัยพบว่าคนทั่วไป ใช้คุณลักษณะ 3 อย่างในการระบุว่าหลงตัวเอง นั่นก็คือ จำนวนของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม, ความน่าดึงดูดของแต่ละบุคคล และระดับความโปรโมตตัวเองในรูปถ่าย

ก่อนหน้านี้เคยมีนักวิจัยให้ข้อสังเกตว่า เว็บเพจส่วนบุคคลเป็นที่นิยมมากในกลุ่มคนหลงตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีหลักฐานว่า ผู้ใช้งาน Facebook จะเป็นพวกหลงตัวเองมากกว่าที่อื่นๆ

อันที่จริงถ้าดูเฉพาะรูปถ่าย น่ามาวิจัย Hi5 ในบ้านเราดูบ้างนะ

ที่มา - Physorg

ความสัมพันธ์ส่วนตัว มีผลต่อการบริจาค

ผู้คนโดยทั่วไป มีแนวโน้มที่จะเห็นใจ เพื่อนหรือคนรักที่ประสบชะตากรรมเลวร้ายมากกว่าปกติ ผลจากการศึกษา ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Consumer Research

นักวิจัยได้ทำการทดลอง โดยทำการสอบถามคนแปลกหน้าบริเวณสถานีรถไฟ เกี่ยวกับความรู้สึกต่อ โรคอัลไซเมอร์, มะเร็งเต้านม, และการถูกไล่ออกจากงาน นักวิจัยพบว่า ผู้คนที่มีคนใล้กตัวผ่านประสบการณ์ดังกล่าวมาก่อน มีแนวโน้มที่จะเห็นใจผู้ที่ตกอยู่ในภาวะเดียวกันมากกว่าปกติ แต่สำหรับภาวะอื่นๆ ความเห็นใจก็ไม่ได้มีเพิ่มมากขึ้น

การทดลองอันต่อมา นักวิจัยได้สร้างเหตุการณ์สมมุติ โดยให้คนที่เป็นเพื่อนกันทำเงินจำนวน 10 เหรียญหายไป และต้องการความช่วยเหลือ หลังจากผู้ที่ทำการทดลองเป็นเพื่อนกัน พวกเขามีโอกาสที่จะบริจาคเงินให้กับผู้ที่ทำเงินหาย มากกว่าปกติ

นักวิจัยได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ความเห็นใจไม่ได้เพิ่มขึ้นในทุกกรณี จะเกิดขึ้นเฉพาะผุ้ที่ประสบสภาวะเดียวกันเท่านั้น ซึ่งจากงานวิจัยที่ได้ องค์กรการกุศลสามารถนำไปใช้เป็นกลยุทธ์ ในการเพิ่มเงินบริจาคได้

ที่มา - Physorg

เมื่อพูดกันด้วยมือ ไวยากรณ์ภาษาไหนก็เหมือนกัน

งานวิจัยเรื่อง "The Natural Order of Event: How Speaker of Different Language Represent Events Nonverbally" ซึ่งนำเสนอในเอกสารรวมเล่ม ในการประชุม National Academy of Sciences ได้นำเสนอผลการวิจัย ว่าในการใช้ท่าทางในการสื่อสาร ไม่ว่าภาษาใดชนชาติใด ก็จะมีลำดับของคำที่ใช้และไวยากรณ์ที่เหมือนกัน

ทีมนักวิจัย ได้ทำการทดสอบผู้พูดจำนวน 40 คน จากภาษาที่แตกต่างกัน ได้แก่ อังกฤษ, จีนแมนดาริน, สเปน และตุรกี ผู้ที่ถูกทดสอบจะต้องดูวีดีโอลำดับเหตุการณ์แบบง่ายๆ และให้ผู้ที่ถูกทดสอบจะต้องอธิบายการกระทำในวีดีโอโดยใช้ภาษาพูด แล้วตามด้วยการใช้ท่าทางในการอธิบาย นอกจากนี้ยังมีแผ่นใสที่มีรูปในเหตุการณ์ประกอบด้วย โดยเหตุการณ์ในวีดีโอคือ ผู้หญิงโบกมือ, เป็ดเดินไปยังรถเข็น, ผู้หญิงขันน็อต และ เด็กผู้หญิงเอาดอกไม้ให้ผู้ชาย

เมื่อนักวิจัยให้ผู้ร่วมทดสอบอธิบายลำดับเหตุการณ์ในวีดีโอ ผู้ร่วมทดสอบที่พูดภาษา อังกฤษ, จีน, สเปน จะอธิบายโดยใช้ ประธาน, กริยา และ กรรม (ผู้หญิงขันน๊อต) ตามลำดับ ในขณะคนที่พูดภาษาตุรกี จะอธิบายโดยใช้ ประธาน, กรรม, กริยา (ผู้หญิงน็อตขัน) ตามลำดับ

แต่เมื่อให้ผู้ร่วมทดสอบแต่ละคน อธิบายเหตุการณ์ในวีดีโอเดียวกัน โดยให้ใช้มือเพียงอย่างเดียวในการอธิบาย ผู้ร่วมทดสอบทุกคนจะอธิบายโดยใช้ ประธาน, กรรม, กริยา (ผู้หญิงน็อตขัน) และเมื่อนักวิจัยให้อธิบายโดยการนำแผ่นใสมาประกอบกันเป็นเรื่องราว ผู้คนส่วนมากก็มีแนวโน้มที่จะอธิบายอยู่ในรูป ประธาน, กรรม, กริยา เหมือนกัน

ที่มา - Physorg

Syndicate content