USA

เมือง Cleveland เตรียมติด RFID ให้ถังขยะเพื่อตรวจสอบการทิ้งขยะผิดประเภท

แม้หลายประเทศจะมีการแยกขยะเพื่อจะนำขยะที่รีไซเคิลได้กลับมาใช้ใหม่ แต่ทุกประเทศก็มีปัญหาเหมือนๆ กันคือคนทิ้งขยะนั้นไม่รักษาวินัยในการแยกขยะให้ถูกต้อง แต่เมือง Cleveland ก็ได้เลือกที่จะใช้ RFID เข้ามาตรวจสอบว่าถังขยะถังใดทิ้งอย่างไม่ถูกต้องเพื่อเปรียบเทียบปรับต่อไป

ถังขยะที่มีบ้านเป็นผู้รับผิดชอบจะถูกบันทึกข้อมูลการทิ้งขยะไว้ด้วยรถเก็บขยะอัตโนมัติ หากถังขยะถังใดมีขยะทีรีไซเคิลได้เกินร้อยละ 10 เจ้าของบ้านผู้รับผิดชอบจะถูกปรับ 100 ดอลลาร์

นอกจากการแยกขยะแล้วยังมีเรื่องของปริมาณขยะ ที่บ้านที่มีขยะมากเกินกำหนดจะถูกปรับเช่นกัน

ทางเมืองจะค่อยๆ ติดตั้ง RFID ในถังขยะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปีละ 25,000 หลังคาเรือนเพื่อให้ครอบคลุมบ้านทั้งหมด 150,00 หลัง พร้อมกับเพิ่มจำนวนรถขยะอัตโนมัติที่มีอยู่แล้ว 3 คัน

ที่มา - Cleveland.com

งานวิจัยจาก MIT เปิดทางการตรวจน้ำตาลโดยไม่ต้องเจาะเลือด

การตรวจน้ำตาลแม้จะเป็นการตรวจง่ายๆ ที่ทำได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่จนทุกวันนี้เราก็ยังต้องอาศัยการเจาะเลือดเพื่อตรวจน้ำตาลกันอยู่ ทำให้เกิดคำถามมานานว่าจะมีวิธีใดบ้างที่สามารถตรวจน้ำตาลกันโดยไม่ต้องเจาะเลือด จนกระทั่งงานวิจัยล่าสุดจาก MIT ที่ใช้แสงแทนการเจาะก็มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจจะได้เครื่องตรวจความแม่นยำสูงพอในเวลาอันใกล้นี้

เทคนิคพื้นฐานของเครื่องที่ว่าอาศัยหลักการของ Raman spectroscopy ที่ยิงแสงใกล้อินฟราเรดผ่านผิวหนังคนไข้เพื่อตรวจสอบสารประกอบภายใต้ผิวหนัง อย่างไรก็ตามเทคนิคนี้มีข้อจำกัดคือแสงนั้นไม่สามารถตรวจสารที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวหนังได้เพียงครึ่งมิลลิเมตร ทำให้การตรวจจะเป็นการตรวจน้ำตาลที่เซลล์ใต้ผิวหนังเท่านั้น

นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสองคนคือ Ishan Barman และ Chae-Ryon Kong ร่วมกันพัฒนาเครื่อง Raman ขนาดเล็กและอัลกอริทึมเพื่อทำนายระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งได้ผลดีต่อเมื่อผู้ทดสอบไม่ได้เพิ่งกินอาหาร เพราะน้ำตาลในเลือดจะใช้เวลานับสิบนาทีกว่าจะซึมเข้าสู่เซลล์ชั้นนอก

แต่ในรายงานล่าสุดนักวิจัยทั้งสองได้พัฒนาอัลกอริทึมทำนายค่าแบบ Dynamic Concentration Correction (DCC) ที่ให้ผลแม่นยำขึ้น 15-30% โดยอาศัยความเร็วที่น้ำตาลซึมเข้าสู่เซลล์มาเป็นตัวแปรในการพิจารณา นับเป็นก้าวที่สำคัญอีกก้าวก่อนจะพัฒนาในระดับที่ใช้งานได้จริงต่อไป

กลุ่มเป้าหมายสำคัญของงานวิจัยเช่นนี้คือผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 ที่ต้องตรวจน้ำตาลเป็นประจำจนความเจ็บปวดจากการตรวจน้ำตาลต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน

ที่มา - MIT

Darpa กำลังพัฒนาปืนสไนเปอร์ยิงไกล 2 กิโลเมตรขณะลมแรง

หน่วยงานวิจัยแห่งกองทัพสหรัฐฯ โชว์ศักยภาพครั้งใหม่ด้วยการสาธิตปืนต้นแบบที่มีระยะหวังผล 1,100 เมตรขณะที่ลมแรง 18 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยมันเป็นต้นแบบแรกของโครงการ One Shot โครงการที่มีเป้าหมายจะสร้างปืนที่มีระยะหวังผลถึง 2 กิโลเมตรและมีลมแรงถึง 40 ไมล์ต่อชั่วโมง

สภาพอากาศเช่นนั้นไม่เคยเป็นไปได้ที่จะได้ระยะหวังผลไกลขนาดนี้ แต่โครงการ One Shot ได้พัฒนากล้องเล็งขึ้นใหม่ที่สามารถเก็บข้อมูลทิศทางลมและความแรง เพื่อชดเชยศูนย์เป้าตามแรงลมอัตโนมัติ พร้อมกับแจ้งเตือนความไม่แน่นอนของภาพอากาศให้กับพลยิงได้รับรู้

โครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตัวต้นแบบเท่านั้น ต่อไปกองทัพสหรัฐฯ จะได้รับปืนรุ่นแรก 15 กระบอกเพื่อไปทดสอบในสนามต่อไป

โครงการนี้ล่าช้ากว่ากำหนดที่ต้องอยู่ในขั้นตอนพร้อมผลิตมาตั้งแต่ปี 2009 ในตอนนี้อย่างเร็วที่สุดที่กองทัพสหรัฐฯ จะมีปืนที่ฝันจริงๆ คงเป็นปี 2011 อย่างเร็ว

ที่มา - Wired

มหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ร่วมสนับสนุนร่างกฏหมายสนับสนุนการเข้าถึงผลงานวิจัยแบบเปิด

ในโลกงานวิจัย น่าสนใจว่าผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากการบริจาค หรือกระทั่งงานที่ได้รับทุนจากภาษีจำนวนมากนั้นไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ เป็นช่องทางให้บริษัทจำนวนมากเก็บค่าเข้าอ่านผลงานวิจัยเหล่านี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ในสหรัฐฯ ซึ่งมีเงินทุกวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ จำนวนมหาศาล ก็ไม่พ้นวังวนนี้เช่นกันทำให้มีเสนอร่างกฏหมายที่ชื่อว่า Federal Research Public Access Act of 2009 - FRPAA เพื่อรสนับสนุนให้มีงานวิจัยจำนวนมากเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้

กฏหมาย FRPAA มีสาระสำคัญคือหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัยเกิน 100 ล้านดอลลาร์ทุกหน่วยงานจะต้องสร้างช่องทางการส่งมอบเอกสารผลงานวิจัยในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะภายในหกเดือนหลังมีการตีพิมพ์ครั้งแรก

กฏรูปแบบเดียวกันนี้ถูกใช้ในหลายหน่วยงานรัฐ และมหาวิทยาลัยมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่นสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health - NIH) มีข้อบังคับให้งานวิจัยที่รับทุนจากสถาบันจะต้องเปิดเผยงานสู่สาธารณะชนในหนึ่งปี แต่กฏหมายฉบับนี้จะสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศเป็นครั้งแรก พร้อมๆ กับกำหนดเกณฑ์ที่แน่นกว่ากฏอื่นๆ ที่ใช้อยู่ในตอนนี้

ผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยชั้นนำล้วนออกมาแสดงความตอบรับกฏหมายฉบับนี้อย่างคับคั่งไม่ว่าจะเป็น Carnegie Mellon, Cornell, Duke, Harvard และอีกจำนวนมาก

แน่นอนว่าการต่อสนับสนุนครั้งนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ธุรกิจมูลค่ามหาศาลอาศัยการเข้าถึงงานวิจัยเป็นการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ สำนักพิมพ์ผู้จัดงานวิจัยและวารสารออกมาคัดค้านกฏหมายนี้ โดยไม่ได้คัดค้านการเข้าถึงแบบเสรีโดยตรง (อาจจะเพราะน่าเกลียดเกินไป) แต่คัดค้านว่าระยะเวลาหกเดือนนั้นอาจจะสั้นเกินไป และธุรกิจของพวกเขาอาจจะดำเนินไปไม่ได้

ในแง่ของคนไทย เราร่วมวงสนับสนุนได้เต็มที่ครับ มหาวิทยาลัยไทยจ่ายค่าเข้าถึงงานวิจัยเหล่านี้แพงมาก แถมผมใช้ๆ งานก็เจอปัญหาโควต้าเต็มใช้งานไม่ได้อยู่เรื่อยๆ เสียอีก

ที่มา - ArsTechnica, FRPAA, จดหมายเปิดผนึก

นีล อาร์มสตรองแสดงความกังวลต่อนโยบายอวกาศของโอบาม่า

นีล อาร์มสตรอง (อพอลโล 11), เจมส์ โลเวลล์ (อพอลโล 13), และยูจีย เคอร์แนน (อพอลโล 17) ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงโอบาม่า แสดงความวังวลของนโยบายโครงการอวกาศที่กำลังเสนอเข้าสู่กระบวนการ

จดหมายแสดงความกังวลถึงการปรับโครงสร้างงบประมาณไปยังโครงการที่มุ่งเน้นการสนับสนุนเทคโนโลยีอวกาศยานเชิงการค้า แต่โครงการแกนหลักซึ่งจะทำให้อเมริกาเป็นผู้นำทางอวกาศเช่น Ares 1, Ares V, และ Orion นั้นกลับถูกยกเลิก

การยกเลิกโครงการเช่นนี้อาจจะทำให้อเมริกาเสื่อมถอยจากความเป็นผู้นำเทคโนโลยีอวกาศยานในระยะยาว และแม้แต่ตอนนี้เองอเมริกาก็ต้องใช้บริการของรัสเซียเพื่อส่งมนุษย์อวกาศไปปฎิบัติภารกิจอยู่ด้วยค่าใช้จ่ายถึง 50 ล้านดอลลาร์ต่อคน

ที่มา - politico

สหรัฐฯ เตรียมการให้พยาบาลมาทดแทนแพทย์ที่ขาดแคลนหนัก

การประกันสุขภาพที่ครอบคลุมขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐฯ ส่งผลให้จำนวนแพทย์ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย และทางออกของปัญหานี้อาจจะเป็นการเพิ่มหน้าที่รับผิดชอบให้กับพยาบาลที่ได้รับการฝึกมาแล้ว

จุดแข็งของการมอบหน้าที่บางส่วนให้กับพยาบาลแทนหมอนั้นคือการเรียนจะสำเร็จในเวลาเพียงสี่ปี ส่วนการฝึกเพิ่มเติมในโรงพยาบาลจะใช้เวลาอีกสามปี ขณะที่หมอในสหรัฐฯ ต้องจบปริญญาตรีมาก่อนและเรียนแพทย์อีกสี่ปี และฝึกแพทย์ประจำบ้านอีกสามปี อีกประเด็นหนึ่งคือค่าใช้จ่ายที่โดยเฉลี่ยแล้วพยาบาลได้ค่าตอบแทนเป็นร้อยละ 85 ของหมอเท่านั้น

อย่างไรก็ตามพยาบาลจะมีข้อจำกัดเพิ่มเติมที่ไม่สามารถรักษาในหลายๆ กรณีได้ต่างกันไปในแต่ละรัฐ เช่นการสั่งจ่ายยาที่มีการควบคุม

ที่มา - PhysOrg

ประชาชนในชาติตะวันตกรับผิดชอบต่อการปล่อยคาร์บอนผ่านการนำเข้าสินค้าจำนวนมาก

ตัวเลขหนึ่งที่มักมีการเสนอกันบ่อยๆ เวลาพูดถึงเรื่องโลกร้อนขึ้นมาแต่ละครั้งคือตัวเลขการผลิตคาร์บอนขึ้นสู่อากาศของแต่ละชาติ ซึ่งในปีสองปีมานี้จีนก็แซงหน้าชาติตะวันตกทั้งหมดไปแล้ว แต่งานวิจัยชิ้นล่าสุดก็มีได้เสนอแนวทางในการวัดผลกระทบต่อปริมาณคาร์บอนในอากาศด้วยการวัดจากสินค้าที่ประชาชนในชาตินั้นบริโภคแทนที่จะวัดจากปริมาณคาร์บอนที่ปล่อย

ผลงานวิจัยนี้แสดงผลลัพธ์ที่น่าสนใจ คือคาร์บอนประมาณ 1 ใน 4 ของคาร์บอนที่ปล่อยขึ้นสู่อากาศเป็นผลจากการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกรวม 6,200 เมกกะตันต่อปี เฉพาะจีนประเทศเดียวมีส่วนแบ่งในคาร์บอนเพื่อการส่งออกนี้ถึง 1,400 เมกกะตันต่อปี ทำให้เมื่อวัดปริมาณคาร์บอนจากการบริโภค สหรัฐฯ จะกลับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยปริมาณ 6,500 เมกกะตันส่วนจีนตกไปอยู่อันดับที่สองที่ 4,000 เมกกะตันที่เหลือเป็นญี่ปุ่นและยุโรปตะวันตกอื่นๆ

ที่น่าสนใจคือเมื่อวัดด้วยตัวเลขคาร์บอนที่บริโภคต่อประชากรแล้วประเทศอย่างลักเซมเบิร์ก, สิงคโปร์ ฮ่องกง, ออสเตรเลีย, แคนาดา ก็เข้ามาร่วมอยู่ในรายการสิบอันดับแรกกันด้วย ที่เหลือคือสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตก ส่วนจีนนั้นไม่อยู่ในสิบอันดับแรก และประเทศยากจนเช่นในกลุ่มแอฟริกานั้นก็ยังคงอยู่ท้ายตารางเช่นเดิม

น่าสนตัวเลขเหล่านี้รวมพลังงานที่ใช้ขนส่งไปแล้วรึยัง เพราะน่าจะมีสัดส่วนสูงทีเดียว

ที่มา - ArsTechnica

จะเป็นโสด หรือมีคู่แล้วไม่มีความสุขก็มีโอกาสเส้นเลือดในสมองแตกพอๆ กัน

งานวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอลร่วมกับสถาบันโรคหัวใจ, ปอด และเลือดของสหรัฐฯ ได้แถลงผลวิจัยพบความเกี่ยวเนื่องระหว่างสถานะในชีวิตคู่และอัตราการเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตก จากกลุ่มข้อมูลชายจำนวน 10,059 คนที่เป็นพนักงานของรัฐ

ผลขั้นต้นชี้ให้เห็นว่าเมื่อแยกข้อมูลระหว่างผู้ที่แต่งงานแล้วกับกลุ่มเป็นโสดจะมีโอกาสเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตกร้อยละ 8.4 ขณะที่คนแต่งงานแล้วจะมีโอกาสร้อยละ 7.1 เท่านั้น เมื่อปรับผลตามพฤติกรรมแวดล้อมเช่น ความอ้วน, การสูบบุหรี่ และปัจจัยอื่นๆ พบว่าคนโสดมีความเสี่ยงมากกว่าคนที่แต่งงานถึงร้อยละ 64

ต่อมาที่การทำแบบสำรวจให้ผู้เข้าร่วมประเมินความสำเร็จของชีวิตคู่ตัวเองแล้วแยกกลุ่ม พบว่ากลุ่มที่ไม่พอใจกับชีวิตคู่ของตัวเองก็มีความเสี่ยงในการเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตกมากกว่ากลุ่มที่มีความสุขกับชีวิตคู่ถึงร้อยละ 64 เช่นกัน

เป็นโสดก็เสี่ยง มีคู่ผิดก็เสี่ยง ต่อไปบริษัทหาคู่อาจจะมีคำโฆษณาใหม่... "เพื่อสุขภาพ..."

ที่มา - EurekAlert!

กูเกิลได้รับใบอนุญาตขายไฟฟ้าแล้ว

หลังจากวันที่ 23 นี้กูเกิลจะได้รับสิทธิ์ในการซื้อขายพลังงานเป็นล็อตใหญ่ๆ เช่นเดียวกับบริษัทพลังงานอื่นๆ อย่างไรก็ตามกูเกิลยังไม่มีโรงงานผลิตไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าเป็นของตัวเองแต่อย่างใด

กูเกิลเป็นบริษัทที่ใช้พลังงานมหาศาล การได้รับใบอนุญาตนี้จะเปิดทางเลือกในการซื้อพลังงานยกล็อตจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรงได้ง่ายขึ้น ส่วนในแง่ประชาสัมพันธ์ กูเกิลระบุว่าใบอนุญาตนี้จะนำไปสู่โอกาสในการเลือกใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นองค์กรที่ไม่ผลิตคาร์บอนต่อไป

ที่มา - IT World

ห้องเรียนที่มีคอมพิวเตอร์แบบหนึ่งคนหนึ่งเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนได้

การศึกษาประสิทธิภาพในการเรียนล่าสุดจากวิทยาลัยบอสตัน ได้แสดงให้เห็นว่าการเรียนการสอนที่มีคอมพิวเตอร์ให้แก่นักเรียนทุกคน เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ

การศึกษาครั้งนี้ศึกษาในแถบ Berkshire County เนื่องจากในเขตนี้มีโครงการ Berkshire Wireless Learning Initiative การศึกษาแสดงให้เห็นว่าเด็กในโครงการนี้มีผลสัมฤทธิ์ทางด้านภาษาอังกฤษและวรรณกรรมสูงกว่าเด็กทั่วไป รวมถึงตัวเด็กเองยังตื่นเต้นในการไปโรงเรียนมากขึ้น

สำหรับบ้านเรา ผมว่าขอครูหนึ่งคนต่อเด็กไม่เกิน 20 คนจะดีมากเลยครับ

ที่มา - Science Daily

Syndicate content