NASA

LCROSS ประสบความสำเร็จ บนดวงจันทร์มีน้ำ!

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น ครบ 100 วันการส่ง LCROSS ไปโคจรรอบดวงจันทร์ เมื่อวานนี้ทางนาซ่าก็ยิงจรวจที่ติดดั้งอยู่บนดาวเทียมพร้อมกับปล่อยให้ตัวดาวเทียมตกกระทบพื้นดวงจันทร์ วันนี้นาซ่าก็แถลงผลวิคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์บนดาวเทียมว่า ฝุ่นที่กระจายขึ้นมานั้นมีน้ำประมาณ 90 ลิตร

การยืนยันนี้ได้มาจากเซ็นเซอร์ NIR (Near Infrared) โดยอาศัยการวัดค่า spectrum ของแสงก่อนการชน และหลังการชน เพื่อเทียบสัดส่วนของพลังงานในย่านต่างๆ พบว่าย่าน 300nm นั้นมีพลังงานสูงขึ้นมาเป็นการยืนยันว่ามี hydroxyl อยู่ในฝุ่นที่ลอยขึ้นมานั้น

ก่อนหน้านี้ข้อมูลจากกล้องฮับเบิลเคยแสดงข้อมูลเบื้องต้นว่าอาจจะมีไฮดรอกซิลในฝุ่นที่ลอยขึ้นมา แต่ช่วงเวลาที่แถลงข่าวนั้นยังไม่มีการยืนยัน

ขนาดหลุมที่เกิดขึ้นจากการพุ่งชนมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20-30 เมตร (60-100 ฟุต)

สำหรับการสังเกตการพวยฝุ่นที่ทางนาซ่าคาดว่าน่าจะใช้อุปกรณ์สมัครเล่นทำได้นั้นกลับไม่สามารถทำได้เนื่องจากสภาพอากาศ แต่ทางนาซ่าก็ได้ถ่ายภาพไว้แล้ว

ที่มา - NY Times

NASA ไว้ใจใช้อุปกรณ์ของไทยติดตั้งไปกับจรวดสำรวจอวกาศ

เป็นเรื่องน่าภูมิใจกับชาวไทยอีกเรื่องครับ เมื่อทาง NASA ได้ทำการจัดซื้อ SATAIP จากบริษัทดีไซน์ เกตเวย์ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างญี่ปุ่นกับไทยเรานี่เอง เพื่อติดตั้งไปกับจรวดสำรวจอวกาศ โดยหลายๆ คนอาจจะคุ้นชื่อบริษัทนี้มาบ้างจากผลงาน Bt-BOX MINI

SATAIP เป็นอุปกรณ์เขียน/อ่านข้อมูลกับ HDD หรือ SSD ที่มีความสามารถในการเขียน/อ่านสูงถึง 220/280MB/s พอที่จะสู้ในตลาดโลกได้สบายๆ

อีกอย่างนะครับ ถึงนี่จะเป็นข่าวแรกของผมใน JuSci แต่ผมกลับพบว่าผมหาทางเข้า JuSci จาก BN ไม่เจอเสียอย่างนั้นทั้งๆ ที่ด้านบนของ JuSci ยังคงมีทางไป BN เหมือนเคย ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนมีเหมือนกันนะครับ

เพิ่มอีกนิดนึง หน้า Upcoming News ของ JuSci เสียครับ

ที่มา: TESA, DESiGN GATEWAY

วิกฤตการณ์ NASA เงินไม่มี จรวดสร้างไม่เสร็จ ไม่รู้จะไปดาวดวงไหน

in

องค์การอวกาศของสหรัฐอเมริกาหรือที่เราเรียกกันติดปากว่า NASA กำลังเข้าขั้นวิกฤต หลังจากช่วงหลังทำผลงานได้ไม่เข้าเป้าเลย ที่ชัดเจนคือไม่สามารถสร้างจรวดรุ่นใหม่ขึ้นมาใช้ทันกระสวยอวกาศรุ่นเดิมที่จะถูกปลดระวางในปีหน้า

รัฐบาลโอบามาเองก็สนใจจะแก้ปัญหานี้ โดยตั้งคณะกรรมการที่ชื่อว่า Augustine committee เข้ามาศึกษาการทำงานของ NASA และเสนอทางออกให้รัฐบาลพิจารณา ตอนนี้รายงานจาก Augustine committee ออกมาแล้วครับ

คณะกรรมการ Augustine committee สรุปว่า

  • งบประมาณที่ NASA ได้รับในปีงบประมาณ 2010 ไม่เพียงพอต่อการส่งมนุษย์ไปอวกาศอีกครั้ง
  • NASA สามารถยืดอายุกระสวยอวกาศเพื่อปิดช่องว่างการไม่มีจรวดใช้ได้ แต่มันจะทำให้สูญเสียงบไปดูแลกระสวยอวกาศโดยใช่เหตุ ส่งผลให้โครงการอื่นๆ ไม่ได้รับงบประมาณอย่างเต็มที่
  • คณะกรรมการประเมินว่า NASA ต้องใช้เวลาอีก 7 ปี กว่าจะส่งคนไปอวกาศได้อีกครั้ง
  • คณะกรรมการเสนอทางเลือกว่า แทนที่จะส่งคนไปดวงจันทร์หรือดาวอังคาร ให้ส่งคนออกไปอวกาศระยะไกลแทน (ไม่ต้องไปลงดาวดวงไหน) เพื่อศึกษาการใช้ชีวิตอยู่ในอวกาศแทน แผนการนี้มีชื่อเรียกว่า Flexible Path

ถ้ารัฐบาลโอบามาตัดสินใจเลือก Flexible Path แปลว่าการขนส่งอวกาศระยะใกล้ผิวโลก จะกลายเป็นตลาดของเอกชนแทน (ข่าวเก่า: NASA อาจ "เอาต์ซอร์ส" งานสร้างจรวดให้เอกชน)

ที่มา - Wired

หินดวงจันทร์จากนาซ่าเป็นของปลอม!!!

นาซ่านั้นแจกหินดวงจันทร์ที่อ้างว่าเก็บมาจากดวงจันทร์ไปให้กว่า 100 ประเทศในช่วงปี 1970 เพื่อแสดงความเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศยาน แต่แล้ววันนี้อาจจะเป็นวันหน้าแตกอีกวันหนึ่งของนาซ่าเมื่อพิพิธภัณฑ์ Rijksmuseum แห่งเนเธอร์แลนด์ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่ระบุว่าหินที่นาซ่าแจกมานั้นเป็นของปลอม

หินก้อนดังกล่าวเป็นหินที่ทูตสหรัฐฯ มอบให้กับนายกรัฐมนตรีของเนเธอร์แลนด์ชื่อว่า Willem Drees Jr ในปี 1969 และเมื่อนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้เสียชีวิตลงก็ได้บริจาคหินก้อนนี้ให้กับทางพิพิธภัณฑ์ Rijksmuseum นี้

ต่อมามีข้อสงสัยว่าทำไมสหรัฐฯ จึงให้ก้อนหินสำคัญเช่นนี้มาง่ายนัก จึงมีการตรวจสอบโดยนักวิจัยและพบว่าก้อนหินนี้เป็นเพียงไม้ที่กลายเป็นหินเท่านั้น และมีมูลค่าเพียงไม่กี่พันบาท

สถานทูตสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังสอบสวนเรื่องนี้อยู่

ที่มา - PhysOrg

NASA อาจ "เอาต์ซอร์ส" งานสร้างจรวดให้เอกชน

อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้านอวกาศของโลก เมื่อ NASA อาจจะต้อง "เอาต์ซอร์ส" งานให้ภาคเอกชนทำแทน

เหตุผลเป็นเพราะการบริหารงานของ NASA ไม่มีประสิทธิภาพ และด้านค่าใช้จ่ายนั่นเอง หลังจากส่งคนไปดวงจันทร์สำเร็จแล้ว กิจกรรมด้านอวกาศของ NASA ดูจะซาๆ ลงจนเหลือแค่กระบวนการส่งคนขึ้น-ลงอวกาศเป็นหลัก ความถดถอยของ NASA เห็นได้ชัดเจนจากการที่กระสวยอวกาศหมดอายุการใช้งาน และ NASA ไม่สามารถหาระบบขนส่งอวกาศแบบใหม่มาทดแทนได้ทัน จนต้องพึ่งพิงจรวดของรัสเซียแต่เพียงฝ่ายเดียว

รัฐบาลโอบามาได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาการปฏิรูป NASA ซึ่งมีข้อเสนอว่า NASA ควรมีภาระกิจที่มากกว่าปัจจุบัน เช่น ส่งคนไปดวงจันทร์อีกครั้ง ไปดาวอังคาร และในอวกาศลึกออกไป แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจถดถอย อาจทำให้ภารกิจใหม่ของ NASA ไม่ประสบความสำเร็จได้สูง ทางออกจึงเป็นการเอาต์ซอร์สการพัฒนาให้เอกชนทำแทน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนออกไปจากภาครัฐ

คนตัดสินใจเรื่องอนาคตของ NASA คือประธานาธิบดีโอบามา โดยมีข้อเสนอจากคณะกรรมการชุดต่างๆ ประกอบการตัดสินใจ

ที่มา - Wall Street Journal

ถึงเวลา NASA ต้องปฏิรูป?

in

คำว่า NASA กับ "อวกาศ" นั้นอยู่คู่กันมานานจนแทบจะเป็นคำเดียวกันไปแล้ว NASA ใช้เวลาสิบปีส่งคนขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นอีกสามสิบกว่าปีกลับแทบไม่มีผลงานชิ้นโบว์แดงลักษณะเดียวกันอีก NASA เริ่มใหญ่โตและอุ้ยอ้ายขึ้นทุกวัน ถึงเวลาที่ NASA จะต้องถูกปฏิรูปกันเสียที?

หน่วยงานด้านวิจัยของสหรัฐ National Academy of Sciences ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อเสนอวิธีการปรับปรุง NASA เสียใหม่ ทางคณะกรรมการให้ความเห็นว่าที่ผ่านมา NASA ยังขาดการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว (เช่น วิธีการขับเคลื่อนจรวดที่ทรงประสิทธิภาพกว่านี้ ถ้าต้องเดินทางไกลๆ) แต่ไปมุ่งเน้นที่การวิจัยเทคโนโลยีระยะสั้นสำหรับปฏิบัติการมากกว่า เมื่อเทคโนโลยีเดิมถึงทางตัน จึงไม่มีทางแก้ปัญหาเตรียมเอาไว้

คณะกรรมการเสนอว่า NASA ควรตั้งหน่วยวิจัยใหม่ ในลักษณะเดียวกับ Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้คิดค้นอินเทอร์เน็ต) เพื่อวิจัยเทคโนโลยีในระยะยาว

ช่วงหลังๆ เป็นยุคมืดของ NASA อย่างแท้จริง เมื่อกระสวยอวกาศซึ่งเป็นพาหนะหลักเพื่อเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติต้องถูกปลดระวางตามอายุการใช้งาน และกระสวยอวกาศรุ่นใหม่ที่เรียกว่า Orion จะเสร็จในปี 2015 ทำให้ระหว่างนี้ NASA ไม่มียานอวกาศของตัวเอง และต้องพึ่งพิงยานโซยูซของรัสเซียแทน นอกจากนี้วิศวกรด้านอวกาศส่วนใหญ่เริ่มหันไปทำงานกับบริษัทเอกชนด้านอวกาศ แทนที่จะเลือก NASA เป็นอันดับแรกเหมือนสมัยก่อน

ที่มา - BusinessWeek

NASA จับมือ ESA หวังบุกดาวอังคาร

NASA ใครๆ ก็รู้จัก แต่ ESA นั้นคือองค์กรด้านอวกาศของยุโรป (เรียกง่ายๆ ว่าเป็น NASA ภาคยุโรป) ทั้งสององค์กรประกาศความร่วมมือที่เรียกว่า Mars Exploration Joint Initiative (MEJI ชื่อดีมีมงคล) ซึ่งเป็นกรอบการทำงานร่วมกันในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และงานเอกสารอื่นๆ โดยจุดมุ่งหมายก็เพื่อสำรวจดาวอังคาร

คณะกรรมการของโครงการ MEJI มีข้อเสนอว่า ทั้ง NASA และ ESA ควรวางแผนส่งยานไปโคจรรอบดาวอังคารรวมถึงสำรวจบนผิวดาวในปี 2016, 2018 และ 2020 ส่วนขั้นถัดไปให้สร้างยานที่ไปเก็บตัวอย่างจากดาวอังคารแล้วบินกลับมายังโลก ช่วงหลังปี 2020 เป็นต้นไป

ที่มา - Space Fellowship

NASA ลดราคา แผนกลับสู่ดวงจันทร์

แผนในอนาคตอันใกล้ของ NASA คือการส่งจรวดไปดวงจันทร์อีกครั้ง หลังจากส่งมนุษย์ไปเยือนครั้งสุดท้ายกับยาน Apollo 17 เมื่อปี 1972 (37 ปีมาแล้ว)

แผนการของ NASA ที่จะเสนอต่อรัฐสภาสหรัฐจะเป็นแผนใหญ่ ระยะเวลา 4 ปีและใช้งบประมาณทั้งหมด 35 พันล้านดอลลาร์ (1.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลเช่นนี้มีโอกาสสูงที่จะไม่ผ่านสภา

ทางผู้บริหารกลุ่มหนึ่งใน NASA จึงได้เสนอแผนสำรองคู่ขนานกันไป แผนนี้มีมูลค่าเพียง 6.6 พันล้านดอลลาร์ (ถูกกว่ากัน 5 เท่า) แผนนี้จะไม่ใช้จรวดดีไซน์ใหม่ล่าสุดแบบเดียวกับแผนแรก แนวคิดคือใช้กระสวยอวกาศแบบที่เคยใช้มาดัดแปลงใหม่ จรวดลักษณะนี้สามารถเดินทางไปได้ทั้งดวงจันทร์โดยตรง และสถานีอวกาศนานาชาติ

John Shannon ผู้เสนอแผนสองนี้ (ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าโครงการกระสวยอวกาศด้วย) ให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่แคร์ว่าจะใช้จรวดแบบไหน แต่ขอให้ไปถึงดวงจันทร์ได้ก็พอแล้ว ส่วนเสียงตอบรับเบื้องต้นจากกรรมการพิจารณาก็ออกมาดีทีเดียว ไม่ว่าแผนใดจะชนะก็ตาม ยังไงเราได้เห็น NASA ไปเหยียบดวงจันทร์อีกรอบแน่นอน

ที่มา - SFGate

Mars Phoenix Lander ค้นพบหิมะตกบนดาวอังคาร

ยาน Mars Phoenix Lander ของ NASA ซึ่งลงจอดบนดาวอังคารตั้งแต่ปี 2008 (เคยส่งข้อความ tweet มาด้วยนะ) และเคยประกาศว่าค้นพบน้ำแข็งบนดาวอังคาร รวมถึงมีข่าวลือว่าค้นพบชีวิตบนดาวอังคารด้วย (แต่ NASA ปฏิเสธว่าข่าวนี้ไม่เป็นความจริง)

ในวันนี้นักวิทยาศาสตร์ของ NASA ได้ตีพิมพ์บทความวิชาการเกี่ยวกับสิ่งที่ Phoenix ค้นพบบนดาวอังคาร สิ่งสำคัญที่ค้นพบคือที่ขั้วโลกของดาวอังคารมีระบบน้ำไหลเวียนที่ครบวัฎจักร โดยน้ำแข็งใต้ผิวดาวจะระเหิดเป็นไอเมื่อได้รับแสงอาทิตย์ และตกลงมาบนผิวดาวใหม่ในยามค่ำคืน และด้วยอุณหภูมิที่เย็นจัด มันจึงกลายเป็นหิมะนั่นเอง

ที่มา - Ars Technica

ภาพชุดแรกจาก LRO ถูกส่งมาแล้ว

JuSci เคยเสนอข่าว LCROSS ที่จะถูกยิงลงไปยังดวงจันทร์เพื่อหาน้ำมาแล้ว แต่ในวันนี้ภาพจาก LRO ซึ่งเป็นตัวดาวเทียมหลักที่ส่งขึ้นไปพร้อมกับ LCROSS นั้นก็เริ่มส่งภาพความละเอียดสูงของดวงจันทร์กลับมายังโลกแล้ว

ภาพที่ส่งมานั้นเป็นการส่งภาพเพื่อปรับแต่งกล้องเท่านั้น โดยเป็นภาพช่วงรอยต่อระหว่างกลางวันและกลางคืนบนดวงจันทร์ โดยกล้องถ่ายภาพนี้เป็นอุปกรณ์ชิ้นแรกบน LRO ที่เพริ่มเปิดใช้งาน ส่วนอุปกรณ์อีกหกชิ้นนั้นจะทยอยเปิดทำงานไปเรื่อยๆ ระหว่างการทดสอบ โดยอุปกรณ์ชิ้นต่อไปที่จะเปิดใช้งานคือ Lunar Orbiter Laser Altimeter ที่ใช้สร้างแผนที่สามมิติของดวงจันทร์

ที่มา - NASA

Syndicate content