Health

อยากอาบแดดแต่กลัวผิวเสีย? กินอาหารให้ถูกต้องสิ

เวลาเราออกไปเที่ยวทะเลแต่ละครั้งหากเรากลัวผิวเสียแล้วสิ่งที่เราลืมไม่ได้คงเป็นครีมกันแดด SPF สูงๆ สักหลอด แต่งานวิจัยล่าสุดโดย ดร. Shapira และศาสตราจารย์ Bodo Kuklinski จากมหาวิทยาลัย Rostock ก็แสดงให้เห็นว่าการกินนั้นมีผลต่อการปกป้องร่างกายเราจากแสงแดดไม่ต่างกัน

ทีมวิจัยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งทานอาหารที่มีสาร antioxidant ในปริมาณสูง อีกกลุ่มหนึ่งทานน้ำอัดลมตามปรกติ ช่วงเวลาสองสัปดาห์ผ่านไปกลุ่มทดลองได้รับปริมาณแสงอาทิตย์วันละห้าถึงหกชั่วโมงเท่าๆ กัน พบว่ากลุ่มที่ได้รับสาร antioxidant สูงนั้น มีการสร้างชั้นป้องกันบนผิวหนังช่วยลดการเกิดผื่นแดง (skin erythema) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในเขตที่มีอากาศร้อนชื้นนั้นเป็นการยากที่ครีมกันแดดจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกินอาหารที่มี antioxidant โดยเฉพาะกลุ่ม carotenoid ได้แก่ผักผลไม้ที่มีสีแดงเช่นมะเชือเทศ, แตงโม, แครอท หรือส้ม ก็สามารถช่วยได้อีกทางอย่างมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยไม่ระบุว่ากัน "ผิวคล้ำ" หรือไม่

ที่มา - PhysOrg

ดื่มนมแม่จนอายุ 4 เดือน ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารของทารกได้

21 มิถุนายน 2553 - มีรายงานการววิจัยออนไลน์ใน Pediatrics ว่าทารกที่ดื่มนมแม่จนอายุครบ 4 เดือน มีอัตราการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหารลดลง โดยการทดลองนี้ทำกับเด็กทารกในประเทศเนเธอร์แลนด์ อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีการเรียกร้องให้ทำการวิจัยเพิ่มเติม เกี่ยวกับประโยชน์ของการดื่มนมแม่เป็นระยะเวลา 6 เดือน แทน 4 เดือน

สำหรับผลการวิจัยในเด็กทารกที่ดื่มนมแม่เป็นระยะเวลา 6 เดือนนั้น มีอัตราการติดเชื้อลดลงเช่นกัน แต่ในทารกที่ดื่มนมแม่ร่วมกับทานอาหารอย่างอื่น มีอัตราการติดเชื้อลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญ (หมายถึง ไม่มีผลลดอัตราการติดเชื้อนั่นเอง)

อย่างไรก็ตามผู้ทำการศึกษากล่าวว่า จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ลักษณะทางชีววิทยา, วัฒนธรรม และข้อจำกัดทางสังคม รวมทั้งผลของการดื่มนมแม่เป็นระยะเวลานาน ต่อการเป็นโรคติดเชื้อในวัยสูงอายุต่อไป

ที่มา : Medscape

แปรงฟันน้อยกว่า 2 ครั้งต่อวันเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

28 พฤษภาคม 2553 มีผลงานวิจัยชิ้นใหม่ โดยศาสตราจารย์Richard Watt ที่แสดงให้เห็นว่าคนที่แปรงฟันน้อยกว่า 2 ครั้งต่อวัน มีความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากระบวนการอักเสบในร่างกาย รวมทั้งปากและฟันนั้นมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว (atherosclerosis) และผลงานวิจัยนี้เป็นผลงานวิจัยชิ้นแรกที่ศึกษาเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการแปรงฟันกับความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผลงานวิจัยชิ้นนี้นำข้อมูลจากคนจำนวน 11000 คน ซึ่งตอบคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตในด้านต่างๆ เช่นการสูบบุหรี่, สุขภาพช่องปาก และคำถามเกี่ยวกับการไปพบทันตแพทย์ และแน่นอนจำนวนครั้งของการแปรงฟันใน 1 วัน นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการใช้ยา และประวัติการเป็นโรคหัวใจของคนในครอบครัว รวมทั้งความดันโลหิต จากนั้นตรวจเลือดเพื่อหาระดับ C-reactive protein (CRP) และ fibrinogen แล้วรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาเชื่อมโยงกับการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการตาย

ซึ่งผลการวิจัยพบว่าผู้ที่มีสุขภาพช่องปากที่ดีนั้น 62% ไปพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน และ 71% แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง โดยสรุปแล้วจากผลงานวิจัยพบว่าคนที่แปรงฟันน้อยกว่าวันละ 2 ครั้ง มีความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง และผู้ที่มีสุขภาพช่องปากไม่ดีมีระดับ C-reactive protein (CRP) และ fibrinogen เพิ่มขึ้น

มาแปรงฟันกันเถอะค่ะ !!!

ที่มา : Medscape

เทคโนโลยีการผลิตยาแบบใหม่ด้วยการพิมพ์

อ่านข่าวโซลาร์เซลล์ที่ผลิตด้วยพรินเตอร์มามากแล้ว วันนี้ก็ถึงตาของยาเม็ดที่จะถูกผลิตด้วยพรินเตอร์บ้างแล้ว เมื่อทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเมือง Leeds ได้แถลงว่าสำเร็จในการพิมพ์ตัวยาลงบนเม็ดยา

งานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Leeds และบริษัทยาที่ชื่อว่า GlaxoSmithKline (GSK) โดย GSK ได้พัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์ยาสำเร็จไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยาที่จะใช้เทคนิคนี้ได้จะต้องมีขนาดหยดเล็กพอ ทำให้สามารถใช้งานกับยาได้เพียง 0.5% ของยาที่มีอยู่ตอนนี้เท่านั้น แต่ผลของความร่วมมือจะทำให้เราสามารถผลิตยาด้วยเทคนิคนี้ได้ถึง 40%

การพิมพ์ยาลงบนเม็ดยาแต่ละเม็ดทำให้เรามั่นใจได้ว่าเนื้อยาที่ลงไปนั้นแต่ละเม็ดมีความเท่ากันอย่างแน่นอน ทำให้เราสามารถลดขั้นตอนการตรวจสอบลงไปได้ แต่ความยากของเทคนิคนี้คือน้ำผสมตัวยานั้นมีหยดขนาดเป็น 20 เท่าของหมึกพรินเตอร์อิงค์เจ็ต ทำให้ต้องพัฒนาการพิมพ์ให้ทนทานต่อหยดขนาดใหญ่เช่นนี้โดยยังได้ความแม่นยำซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตยาอยู่

อีกหน่อยจะมีใครผลิตอะไรด้วยพรินเตอร์กันอีกล่ะนี่?

ที่มา - Leeds

นินเทนโดจับมือสมาคมโรคหัวใจสหรัฐฯ สนับสนุนการเล่น Wii

สมาคมโรคหัวใจสหรัฐ (American Heart Association) ได้จับมือร่วมกับนินเทนโด เพื่อโปรโมตการเล่นเกมแบบที่ต้องการการเคลื่อนไหวร่างกาย (Active Gaming) โดยได้ให้เหตุผลว่าการเล่นเกมแบบนี้นั้นสามารถเป็นแนวทางที่ดีต่อสุขภาพได้

หลังจากความร่วมมือนี้ เกมของนินเทนโดบางเกมเช่น Wii Fit Plus และ Wii Sports Resort จะได้รับโลโก้ที่แสดงว่าได้รับการสนับสนุนจากสมาคมโรคหัวใจ โดยนินเทนโดนั้นได้บริจาคเงินจำนวน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับสมาคมฯ เพื่อสนับสนุนงานนี้ และงานวิจัยต่อๆ ไปด้วย นอกจากนี้ยังได้เปิดเว็บไซต์ชักชวนให้ประชาชนนั้นเล่นเกมในรูปแบบนี้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี มีคำถามที่เกิดขึ้นมากมายกับความร่วมมือนี้ เช่นทำไมสมาคมโรคหัวใจ ถึงไม่แปะโลโก้ลงไปบนอุปกรณ์กีฬาจริงๆ บ้าง และทำไมบริษัทต่างๆ จะต้องจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนี้ด้วย

การเล่นเกม Wii นั้นมีงานวิจัยหลายชิ้นที่สนับสนุนการเล่น ทั้งในแง่ของการฟื้นฟูสมรรถภาพในการยืน และการใช้พลังงานที่มากขึ้นในเด็ก ในขณะเดียวกันก็มีรายงานหลายรายงานที่บอกถึงข้อเสียของการเล่นตั้งแต่เบาอย่างโดนรีโมตกระแทกหัว จนถึงรุนแรง เช่นกระดูกหัก เส้นเอ็นฉีกขาด หรือแม้กระทั่งเส้นเลือดที่เลี้ยงสมองแตก

ที่มา: American Heart Association, วิดีโอสัมภาษณ์จาก ABC News

การประเมินกระดูกเปลือกนอกช่วยให้ระบุความเสี่ยงของการแตกหักถูกต้องมากขึ้น

13 พฤษภาคม 2553 - จากรายงานวิจัยฉบับใหม่ กล่าวว่าวิธีมาตรฐานในการประเมินความหนาแน่นของกระดูกอาจประเมินความหนาของกระดูกเปลือกนอกต่ำไป

จากการศึกษาพบว่ากระดูกข้างในจะเสื่อมเร็วกว่าผิวนอกของกระดูก โดยในการศึกษานี้ใช้การคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ความละเอียดสูง และใช้กล้องจุลทรรศอิเล็กตรอนคำนวณความพรุนของกระดูก กับผู้หญิงผิวขาว 122 คน จากนั้นนักวิจัยใช้การคำนวณความเสื่อมของกระดูกทั้งหมด, ผิวของกระดูก และภายในกระดูก ในกลุ่มอายุต่างๆ

ในกลุ่มอายุ 50 - 80 ปี พบว่ามีการเสื่อมของปลายกระดูกเรเดียส (radius bone) ที่ผิวของกระดูก 68% และ 32% ที่แกนของกระดูก นอกจากนี้ยังพบว่า 16% ของการเสื่อมของกระดูกทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงอายุ 50 และ 64 ปี โดย 84% เกิดหลังอายุ 65 ปี

นอกจากนี้ยังพบว่าการหักของกระดูกส่วนมากนั้นเกิดหลังอายุ 65 ปี และเกิดจากการสูญเสียผิวกระดูกมากกว่าเนื้อกระดูก

สามารถอ่านรายละเอียดของค่าสถิติต่างๆ เช่น p-value ได้จากที่มาค่ะ

ที่มา : Medscape

นาซ่ายืนยัน Omega-3 ช่วยลดการเสื่อมสภาพกระดูก

โฆษณาคุณค่าทางอาหารสารพัดในโทรทัศน์อาจจะทำให้เราสับสนว่าอันไหนน่าเชื่อถือ แตสำหรับ Omega-3 ก็มีงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากนาซ่าออกมายืนยันแล้วว่า Omega-3 ช่วยลดการเสื่อมสภาพของกระดูกได้จริง

นาซ่าให้การสนับสนุนงานวิจัยนี้เนื่องจากปัญหากระดูกเสื่อมสภาพ เป็นปัญหาสำคัญสำหรับนักบินอวกาศที่ต้องอยู่ในภาวะไร้น้ำหนักเป็นเวลานาน

งานวิจัยนี้จำลองการอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักด้วยการให้ผู้ร่วมทดลอง 16 คนนอนเป็นเวลา 60 วัน และให้ทานอาหารที่มี Omega-3 ในระดับต่างกัน ผลการทดลองแสดงระดับการเสื่อมสภาพว่าเกี่ยวข้องกับปริมาณของ Omega-3

ว่าแต่ต้องให้เงินเท่าใหร่ถึงจะมีคนอาสามานอนอยู่บนเตียง 60 วัน?

ที่มา - PhysOrg

ผู้ปกครองช่วยเด็กน้ำหนักเกินได้ด้วยภาพลักษณ์ของร่างกาย

in

การศึกษาที่ตีพิมพ์ออนไลน์ใน Journal of Adolescent Health ได้ทำการศึกษาด้วยแบบทดสอบตนเองในวัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกิน 103 คน เบื้องต้นทำในเพศหญิงอายุ 12 ถึง 20 ปี และผู้ปกครองซึ่งส่วนใหญ่เป็นมารดา ที่อาศัยอยู่ในบริเวณ Minneapolis-St. Paul โดยได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "น้ำหนักเกิน" คือ ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับผู้ที่อยู่ในอายุและเพศเดียวกัน

องค์ประกอบด้านจิตสังคมที่มีอิทธิพลต่อวัยรุ่นได้แก่ ภาวะซึมเศร้าของผู้ปกครอง, ความภูมิใจในตนเอง, ความพึงพอใจในร่างกายและความสำคัญของการผอม

สำหรับตัวแปรอื่นๆที่มีอิทธิพลได้แก่ ความพร้อมของครอบครัวที่จะปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง

ในการศึกษานี้พฤติกรรมในการควบคุมน้ำหนักที่ไม่ควรปฏิบัติคือ อดอาหาร, งดเว้นมื้ออาหาร, อาเจียน และทานยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือยาลดน้ำหนัก ขณะเดียวกันพฤติกรรมที่ควรทำในการควบคุมน้ำหนัก คือ ลดแคลอรี่, เพิ่มการออกกำลังกาย, ทานผัก ผลไม้เพิ่มขึ้น และลดการทานอาหารที่มีไขมันสูง

การบริโภคแอลกอฮอล์ทำให้ความเสี่ยงของการเป็นเนื้องอกเต้านมเพิ่มขึ้นในสาววัยรุ่น

12 เมษายนที่ผ่านมา มีการนำเสนอผลงานวิจัยออนไลน์ใน Pediatrics กล่าวว่าสาววัยรุ่นที่บริโภคแอลกอฮอล์มีความเสี่ยงที่จะเป็นเนื้องอกเต้านม (benign breast disease ;BBD) เพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่บริโภคแอลกอฮอล์นานๆครั้ง หรือไม่บริโภคเลยอย่างมีนัยสำคัญ

การบริโภคแอลกอฮอล์ในช่วงอายุ 18 และ 22 ปี เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นเนื้องอกเต้านมในการศึกษาย้อนหลัง (retrospective study) โดยข้อมูลในงานวิจัยชิ้นนี้มาจาก Growing Up Today Study (GUTS)

จากอาสาสมัคร 6899 คนที่เข้าร่วมในการวิจัยตั้งแต่ปี 2548 และ 2550 มีผลชิ้นเนื้อที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นเนื้องอกเต้านม 67 คน และ 80 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกเต้านมโดยไม่มีการตรวจชิ้นเนื้อ อ้างอิงจากผู้ที่ไม่บริโภคแอลกอฮอล์เลย หรือบริโภคแอลกอฮอล์น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์

หญิงที่เป็นโรคเนื้องอกเต้านมมักมีอายุมากกว่าหญิงที่ไม่เป็นประมาณ 8 เดือน และผลงานวิจัยชิ้นนี้เป็นความเกี่ยวข้องระหว่างการเป็นเนื้องอกเต้านมและการบริโภคแอลกอฮอล์หลังจากการปรับอายุ, ดัชนีมวลกาย, อายุที่มีประจำเดือน, อายุที่เริ่มบริโภคแอลกอฮอล์เป็นประจำ และประวัติครอบครัวของการเป็นเนื้องอกและมะเร็งเต้านมแล้ว

ที่มา : Medscape

การออกกำลังกายในหญิงตั้งครรภ์มีความเกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวทารกที่ลดลง

6 เมษายน ที่ผ่านมามีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism กล่าวว่าการออกกำลังกายในขณะตั้งครรภ์มีความเกี่ยวข้องกับการลดลงของน้ำหนักตัวทารกแรกคลอด

จุดมุ่งหมายของงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาดูผลของการออกกำลังกายแบบแอโรบิกใน 2 ไตรมาสหลังของการตั้งครรภ์ โดยการศึกษานี้ศึกษาเกี่ยวกับการตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินของมารดา และผลลัพธ์ของเด็กทารกใน 84 คน

เมื่อนำผลการศึกษามาเปรียบเทียบกับเด็กทารกซึ่งเกิดจากมารดาที่ไม่ได้ออกกำลังกาย พบว่าเด็กทารกที่เกิดจากมารดาซึ่งออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์มีน้ำหนักตัวแรกคลอด และดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า

ที่มา : Medscape

Syndicate content